สนทนาภาษากระเรียน : ภาคมังกรการลงทุน ตอนที่ 14

การลงทุนในหลักทรัพย์นั้นกลยุทธ์ที่ใช้ต้องเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ตลาดหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนไปนั่นคือ ในช่วงไซด์เวย์นั้น กลยุทธ์ที่จะสามารถทำกำไรให้นักลงทุนได้มากที่สุดก็จะเป็นการซื้อแดงขายเขียว แต่ต้องไวหน่อย อย่าโลภเด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้กำไรพลิกกลับมาเป็นขาดทุนได้นั่นเอง หุ้นที่จะถือได้ต้องเป็นช่วงขาขึ้น เพราะถึงแม้ว่าคุณจะติดหุ้นก็ยังถือว่าไม่เป็นไร เพราะเดี๋ยวหุ้นก็จะยกฐานสูงขึ้นเรื่อยๆ ตรงกันข้ามกับหุ้นขาลง การถือหุ้นมากๆจะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะฐานของหุ้นจะปรับตัวลดลงเรื่อยๆ คนที่เข้าใจกราฟและวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานได้ดีคงไม่กลัวเท่าไหร่ แต่สำหรับคนที่ไม่เข้าใจการวิเคราะห์ทั้งเชิงเทคนิค และเชิงปัจจัยพื้นฐานจะลงทุนผิดช่วงเวลาแทบทุกครั้ง เพราะฉะนั้นหลักใหญ่ใจความสำคัญของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุน ทุกคนจะรู้ถึงหลักการวิเคราะห์ทั้ง 2 แบบเป็นอย่างดี จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้

นักลงทุนเคยเห็นกันไหมครับว่ากองทุนใหญ่ๆบางกองทุนจะใช้นักวิเคราะห์ที่มีความรู้ด้านปัจจัยพื้นฐานเป็นหลักโดยละเลยปัจจัยเชิงเทคนิคไป เพราะคิดว่าปัจจัยเทคนิคไม่สำคัญ และไม่มีประโยชน์ ซึ่งนั่นผมคิดว่าเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างมาก ยิ่งกองทุนที่ต้องรับผิดชอบเงินลงทุนจากประชาชนจำนวนมหาศาลแล้วด้วยหล่ะก็การวิเคราะห์เชิงเทคนิคก็ยิ่งมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น เพราะการวิเคราะห์เชิงเทคนิคจะเป็นการวิเคราะห์เชิงสถิติ ทำให้เราสามารถรู้ได้ทันทีว่าสภาวะเศรษฐกิจของกลุ่มหลักทรัพย์ต่างๆอยู่ในช่วงไหน ถ้าสมมุติผมจะเปรียบเทียบระหว่างกราฟเชิงเทคนิคกับวิชาบริหารการตลาดในเรื่องของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ที่จะมีการบอกว่าผลิตภัณฑ์นั้นๆอยู่ในช่วงเวลาใดก็จะสามารถเปรียบเทียบได้ดังนี้

Introduction เป็นช่วงที่สินค้าเพิ่งออกสู่ตลาด ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากนัก กลยุทธ์เขาจะใช้การประโคมโฆษณาอัดแคมเปญอย่างมโหฬารเพื่อให้เป็นที่รู้จักของ Mass Community มีการใช้สารพัดกลยุทธ์ทางการตลาดให้เหมาะกับองค์กร เมื่อเปรียบเทียบกับตัวหุ้น จะเห็นได้ว่า หุ้นนั้นๆอยู่ในช่วงเริ่มๆเงยหัวขึ้น แต่คนส่วนมากจะยังไม่เห็น เพราะแนวโน้มการขึ้นของหุ้นยังไม่แน่นอนว่าหุ้นจะสามารถขึ้นอย่างจริงจังได้ไหม หรือขึ้นเพื่อลงต่อกันแน่ แต่นักลงทุนที่เก่งๆเขาจะสามารถดูแนวโน้มได้ และจะอดทนถือหุ้นนั้นอย่างใจเย็นเพื่อรอให้มันขึ้นต่อไปในช่วงที่ 2

Growth ถือว่าสินค้าได้ติดลมบนไปแล้ว ผู้คนทั่วไปเริ่มรู้จักมากขึ้น คู่แข่งเองก็เริ่มเห็นมากขึ้นเช่นกัน และพยายามจะเข้ามาแย่งส่วนแบ่งการตลาดขององค์กร ซึ่งกลยุทธ์การตลาดที่ผมเห็นว่าเหมาะที่สุดคือต้องใช้เชิงรุกเต็มรูปแบบ เจาะกลุ่มใหม่ รักษาฐานเดิม เพื่อฉีกหนีคู่แข่งให้มากที่สุด เป็นช่วงที่ฝรั่งเขาเรียกว่า Red Ocean คือมีการแข่งขันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน เมื่อเปรียบเทียบกับหุ้นก็ถือเป็นช่วงที่หุ้นทำแท่งเขียว ขึ้นอย่างชัดเจน ทุกคนจะเห็น และเริ่มกลัวตกรถกัน จึงเริ่มเห็นนักลงทุนเข้ามาซื้อขายกันด้วยโวลุ่มที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ความเสี่ยงก็เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆตามราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น ใครที่มีหุ้นตั้งแต่ช่วงแรกก็จะรอขายให้คนอื่น และได้รับผลกำไรไปเต็มๆกับการอดทนรอคอยในครั้งนี้ ส่วนผู้ที่เข้ามาลงทุนในช่วงนี้ก็ต้องยอมรับความเสี่ยงที่มากขึ้นไปด้วยนั่นเอง ถือว่าเป็นช่วงเก็งกำไรอย่างเต็มตัว

Maturity เป็นช่วงที่สินค้าเริ่มอิ่มตัว ยอดขายเพิ่มขึ้นแต่เปอร์เซ็นต์การเพิ่มขึ้นอยู่ในอัตราที่ลดลงเรื่อยๆ กลยุทธ์การตลาดที่ใช้ก็จะใช้กลยุทธ์ที่ประคองตัว ไม่ใช้เชิงรุกเต็มรูปแบบเหมือนช่วงที่ผ่านมา ในช่วงนี้คู่แข่งที่ไม่แข็งแรงจริงๆจะเริ่มล้มหายกันไปจากตลาดเรื่อยๆ และจะเหลือเจ้าใหญ่ๆอยู่ไม่กี่ราย เพื่อรอดูต่อว่าสินค้าจะสามารถกลับมาสู่ความนิยมได้อีกครั้งหรือไม่ หากได้ก็จะกลับไปสู่กลยุทธ์ขั้นที่ 2 อีกครั้ง แต่หากไม่ได้สินค้าของบริษัทนั้นในท้ายที่สุดก็จะเข้าสู่ช่วงที่ 4 หรือช่วงถดถอยต่อไป ถ้าเปรียบเป็นหุ้นก็จะเหมือนกับหุ้นไปเจอแนวต้านแล้วไม่ผ่าน จึงปรับตัวลดลงมาก่อนเพื่อจะรอดูว่าทิศทางในขาขึ้นของหุ้นจะสามารถยืนและไปต่อได้หรือไม่ ถ้าได้นักลงทุนก็จะถือหุ้นต่อไปเพื่อไปขายต่อในราคาที่สูงกว่าเดิม แต่หากราคาไม่สามารถไปต่อได้ หุ้นก็จะเข้าสู่ยุคสุดท้าย

Decline ช่วงถดถอย เป็นช่วงที่สินค้ามียอดขายลดลงอย่างมาก การขยายตลาดไม่สามารถทำได้ หรือทำได้ก็น้อยเต็มที กลยุทธ์การตลาดก็ต้องปรับมาใช้เชิงรับมากขึ้น เพื่อให้เกิดการ Soft Landing ของสินค้า ถ้าเปรียบเป็นหุ้นก็คืออยู่ในช่วงหุ้นตก ราคาหุ้นจะปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง นักลงทุนที่ซื้อหุ้นในช่วงนี้ก็ถือได้ว่าติดดอยสูง โอกาสที่จะขายทำกำไรแทบเป็นไปไม่ได้ ยิ่งเฉลี่ยซื้อเท่าไหร่ก็ยิ่งขาดทุนเพิ่มขึ้นเท่านั้น เพราะหุ้นก็ยังทำฐานปรับลดลงไปเรื่อยๆ เมื่อหุ้นลงมาถึงจุดต่ำสุดจริงๆนักลงทุนก็หมดเม็ดเงินที่สามารถซื้อหุ้นได้แล้ว หรือบางคนก็จะเกิดการกลัวว่าหุ้นจะลงต่อไปอีก จึงมีการขายตัดขาดทุนออกไป แต่แทนที่หุ้นจะลงต่อ หุ้นกลับวกเข้าในช่วงที่ 1 ใหม่ หลายครั้งที่นักลงทุนขายหุ้นในช่วงนี้ไปแล้วหุ้นเด้งกลับไปหน้าตาเฉย

พอจะมองเห็นภาพกันมากขึ้นแล้วใช่ไหมครับ? ถ้าเขียนเป็นกราฟก็จะคล้ายๆกับรูปแบบกราฟเชิงเทคนิคนี่แหละครับ (ลองหลับตานึกภาพตามดูครับ)  กลับมาเข้าเรื่องของกองทุนกันต่อนะครับ เมื่อกองทุนๆหนึ่งมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบเม็ดเงินมหาศาลของนักลงทุนที่หลากหลาย ความรับผิดชอบย่อมเพิ่มขึ้นมากมาย ซึ่งหากนักวิเคราะห์มี EGO สูงและไม่มีความรู้ในเชิงลึกแล้ว ก็จะสร้างความเสียหายให้แก่ส่วนรวมได้มากทีเดียว ดังเช่น NAV ของกองทุนหลายกองทุนที่ติดลบ หรือแม้แต่กองทุนระดับประเทศก็ตาม หากใช้บุคคลที่ไม่มีความรู้ ความสามารถจริง ก็จะเป็นผลเสียอย่างที่เราๆท่านๆได้เห็นกันเสมอมานั่นเอง

ด้วยความปรารถนาดี

v Srivarathanabul

พิมาดา วีร์ / Pimada V. Deputy-Editor editor@dooqo.com Call: 083 3345353 ----------------------------------- DooQo.com "LUXURY LIFESTYLE INVESTMENT" Dooqo.com เป็นสื่อไลฟ์สไตล์และการลงทุน ในเครือ Hi-Class Media Group

You may also like...