เสี่ยงกันเถอะเรา

money-grows

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาพร้อมกับสัญชาตญาณในการแข่งขัน มีความเป็นนักลงทุนเก็งกำไร มีความชอบเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงไหลเวียนอยู่ในกระแสเลือด จะต่างกันก็แต่ว่าบางคนชอบมาก บางคนชอบน้อย บางคนใจใหญ่ ใจถึง บางคนใจมด อยากได้มาก แต่ความกล้าเสี่ยงกล้าลงทุนกลับมีน้อย

สัญชาตญาณที่ดีในการลงทุนทำให้คนร่ำรวย แต่ความสามารถในการทำกำไรหรือขาดทุนเป็นคนละเรื่องกันกับความรวยหรือจน เพราะความรวย-ความจนไม่มีตัวตนอยู่จริงในโลก  มีแต่ความรู้สึกรวยหรือจนเท่านั้น และความรู้สึกก็ไม่ได้เป็นเรื่องจริงเหมือนกัน เผลอๆมันก็จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเสียเรื่อย พูดมาพูดไปอาจนึกว่าจะชวนผู้อ่านสละกิเลส แทนที่จะมาคุยเรื่องการลงทุน ha ha

จุดเริ่มต้นของทุกการแข่งขัน การลงทุน หรือการเสี่ยงโชคมักเริ่มต้นที่ความต้องการจะได้ผลประโยชน์หรือเห็นคุณค่าของอะไรบางอย่าง จึงต้องช่วงชิงให้ได้มา บนพื้นฐานความคิดว่าเราน่าจะชนะ น่าจะมีโอกาสเพราะมีความได้เปรียบบางอย่าง ในการลงทุนหรือการเสี่ยงโชคแข่งขันนั้น

การลงทุน การพนัน และการแข่งกีฬา มีเป้าหมายเป็นชัยชนะหรือความสำเร็จเหมือนกัน และมีความพ่ายแพ้หรือการขาดทุนที่ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดขึ้นเช่นเดียวกัน หากทว่าการลงทุนกับการเล่นกีฬาต่างกับการพนันอย่างชัดเจนเนื่องจากกีฬาและการลงทุนไม่ได้เป็นแค่การเสี่ยงดวงที่ควบคุมปัจจัยแพ้ชนะไม่ได้ การพนันเป็นแค่การเสี่ยงโชคและรอคอย ถ้าแทงตัวไหนก็ต้องรอลุ้นโชควัดดวงสถานเดียว แต่สำหรับการลงทุนและเกมกีฬา เราทำหน้าที่เป็นผู้สร้างความสำเร็จ เป็นผู้กำหนดทิศทางของการแข่งขัน เป็นผู้ควบคุมปัจจัยเสี่ยงด้วยตัวเอง และคอยรับมือแก้ปัญหาหรือความเสี่ยงจากปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ลมฟ้าอากาศ ภัยพิบัติ ฯลฯ

ความสนใจในการลงทุนของผู้คนแต่ละยุคสมัยแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นว่าอะไรเป็นสิ่งที่ ‘มีค่า’ สำหรับยุคนั้น เช่น ถ้าเป็นยุคที่วิถีการเลี้ยงชีพหลักของคนคือการเกษตรกรรม คนที่มีที่ดินมาก มีแรงงานมาก ก็มีโอกาสสร้างผลผลิต หรือทำกำไรได้มาก สิ่งที่มีค่าน่าสะสมก็คือที่ดินอันอุดมสมบูรณ์ใกล้แหล่งน้ำ เมล็ดพันธุ์ ฝูงปศุสัตว์ และกำลังคน มาสู่ยุคที่ใช้เงินตราและทองเป็นเครื่องแลกเปลี่ยน ผู้คนก็หันมาแสวงหาและสะสมเงินทอง เพราะเห็นว่าเงินทองเป็นสิ่งมีค่า แม้จะกินไม่ได้ แต่เมื่อสังคมส่วนใหญ่พร้อมใจกันสมมุติคุณค่าของมันขึ้นมาแล้วก็ต้องคล้อยตามกันไป เมื่อถึงวันที่ประชากรมีมาก ที่ดินและที่อยู่อาศัยมีน้อย ราคาก็สูงขึ้น ผู้คนก็หันมาสนใจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น มีการแสวงหา สะสม พัฒนาสร้างมูลค่า ซื้อขายเก็งกำไร   โดยมีปริมาณความต้องการเป็นปัจจัยกำหนดให้ราคาสูงขึ้นหรือต่ำลง

คนที่ประสบความสำเร็จในการลงทุนทุกยุคทุกสมัยจึงเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์ มองอนาคตได้ทะลุปรุโปร่งว่า ต่อไปสิ่งใดจะกลายเป็นสิ่งมีค่าหรือเป็นที่ต้องการ เขาก็จะรีบสะสมสิ่งนั้นเอาไว้ให้มากก่อนที่ใครจะรู้ตั้งแต่มันยังเป็นของไร้ค่าหรือราคาต่ำต้อย มีหลายสิ่งในโลกที่เคยถูกมองเป็นของฟรีมีดาษดื่นไร้ค่าแต่แล้วก็กลับกลายมาเป็นสิ่งล้ำค่าหายากในปัจจุบัน เช่น น้ำดื่ม แทบไม่น่าเชื่อว่าเมื่อไม่นานมานี้ น้ำดื่มเป็นของฟรีที่มีให้ใช้กันอย่างไม่จำกัดตามร้านอาหารต่างๆ แต่ปัจจุบันคนหันมาขายน้ำ เก็งกำไรแย่งสัมปทานแหล่งน้ำกันอย่างดุเดือดและมีทีท่าว่าจะรุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต

ความต้องการของคนเปลี่ยนไปไม่หยุดนิ่ง จึงไม่น่าแปลกใจหากต่อไปคนอาจจะหันมานิยมลงทุนในเม็ดมะขาม ถั่วฝักยาว มะนาว กระดุม หรือไข่ไก่ก็เป็นไปได้ อย่าเห็นเป็นเล่นไป เพราะประวัติศาสตร์โลกก็เคยบันทึกไว้ว่า ประเทศมหาอำนาจทั้งหลายถึงกับต้องทำสงครามล่าอาณานิคมกันก็เพราะแย่งเครื่องเทศ แย่งแร่ธาตุ แย่งพันธุ์พืช แย่งกันครอบครองสัตว์บางชนิด หรือแม้แต่แย่งชิงมนุษย์ด้วยกันเองเพื่อนำไปเป็นแรงงานทาส ก็มีบ่อยจนนับครั้งไม่ถ้วน

สำหรับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ที่นิยมเรียกกันว่าเล่นหุ้นนั้น เป็นยุคสมัยที่คนเห็นว่า ‘ความรู้ความสามารถ’ เป็นสิ่งที่มีค่า คนที่มีเงินแต่ไม่อยากเหนื่อยลงทุนทำธุรกิจเอง จึงเลือกซื้อโอกาสที่จะประสบความสำเร็จหรือมีกำไรทางธุรกิจโดยพิจารณาถึงความสามารถของผู้บริหารและความเป็นไปได้ที่จะมีกำไรของบริษัทต่างๆ ที่เข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ และอวดอ้างโฆษณาปัจจัยบวกต่างๆ ที่จะนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จและมีเป้าหมายรายรับที่สูงส่งน่าระทึกใจ

ว่ากันว่า หากการลงทุนหรือทำธุรกิจทั้งหลายบนโลกนี้ โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหุ้น ดำเนินไปตามกลไกตลาดหรืออุปสงค์อุปทานที่แท้จริง และผู้บริหารบริษัทมีธรรมาภิบาลไม่คดโกง ไม่มีการตกแต่งบัญชีมาลวงตาผู้ลงทุน ไม่มีการปล่อยข่าวเพื่อปั่นราคา  การลงทุนในหุ้นจะไม่มีอะไรซับซ้อนเลย สิ่งเดียวที่นักลงทุนจำเป็นต้องมีติดตัวก็คือสามัญสำนึก เพราะตลาดหุ้นเกิดจากแนวคิดของการร่วมลงทุนทางธุรกิจที่มีพื้นฐานมาจากความไว้วางใจเป็นสำคัญ ยกตัวอย่างแบบบ้านๆ ก็คือ นายสมชายมีฝีมือทำขนมครกอร่อยที่สุดในสามโลก ทุกวันนายสมชายขายขนมครกได้หนึ่งพันชิ้น วันหนึ่งนายสมชายเกิดไอเดียอยากขยายกิจการเพราะเห็นว่าลูกค้ายังจะเข้ามาอีกเยอะ แต่ไม่มีเงินลงทุนมากพอ จึงมาระดมทุนจากผู้คนในหมู่บ้าน เมื่อได้ทุนมากขึ้น กิจการก็ขยายเติบโต ขายได้วันละแสนชิ้น กำไรก็เพิ่มพูนทบทวี ทุกไตรมาสนายสมชายจะมีการนำผลกำไรที่ได้มาแบ่งสรรปันส่วนให้บรรดาผู้ร่วมลงทุนเรียกว่า ‘เงินปันผล’ และเมื่อกิจการของนายสมชายมีทีท่าว่าจะเติบโตยิ่งขึ้นไปอีก คนอื่นๆ ก็อยากมาร่วมเป็นเจ้าของในฐานะผู้ถือหุ้น แต่จำนวนหุ้นที่จัดสรรไปแล้วมีจำกัด ก็ทำให้มีผู้เสนอซื้อในราคาแพง ราคาหุ้นก็เพิ่มสูงขึ้นตามความต้องการของผู้ซื้อ การลงทุนในตลาดหุ้นเรียบง่ายอย่างนี้จริงๆ ไม่ต้องเป็นเซียนก็เข้าใจได้ แต่ปัญหาคือ ตลาดหลักทรัพย์ที่ควรเป็นแหล่งระดมทุนเพื่อให้ธุรกิจต่างๆ เกิดสภาพคล่องและเติบโตได้ดี กลับกลายสภาพเป็นตลาดหลอกทรัพย์ด้วยสารพันเล่ห์เหลี่ยมกลโกง แทบจะหาความไว้วางใจไม่ได้ ถึงขนาดต้องมีคำเตือนว่า ‘การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนการตัดสินใจ’ ทำนองเดียวกับการเอารูปมะเร็งในปอดมาแปะข่มขู่สิงห์อมควันบนซองบุหรี่

ที่น่าขำก็คือ วลีที่ว่า  High Risk & High Return ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ไม่ได้เตือนกลับมีคนเชื่ออย่างอย่างหัวปักหัวปำเสียมากมาย ทั้งที่ High Risk อาจจะตามด้วย No Return ก็ได้ ถ้าคุณเลือกที่จะเดินเข้าสู่โลกของการลงทุนในฐานะเหยื่อแทนที่จะเป็นนักลงทุนที่ศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุนเป็นอย่างดี เพราะการลงทุนนั้นไม่มีใครรับประกันว่าคุณจะมีกำไรหรือขาดทุนแค่ไหน สิ่งเดียวที่เขารับประกันว่ามีแน่ๆ และประกาศกรอกหูทุกวัน ก็คือ ‘การลงทุนมีความเสี่ยง’

มั่นใจได้ว่าถ้าใครชอบเสี่ยงรับรองไม่ผิดหวัง…เร่เข้ามา…เร่เข้ามา

*********************************

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับมิถุนายน 2556

You may also like...