เงินสามด้าน…(ก็พอแล้ว)

money-grows

 

mad-money

คนเราต้องการทั้งความมั่นคงในชีวิตและขณะเดียวกันก็ปรารถนาความตื่นเต้นท้าทาย นิยามของความมั่นคงของคนแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันโดยรายละเอียด แต่ภาพรวมก็คงไม่แตกต่างกันมาก นั่นคือสภาวะที่เรารู้สึกปลอดภัย หรือหากพูดตามภาษาของนักธุรกิจเครือข่ายที่มักใช้ในการโน้มน้าวจิตใจดาวน์ไลน์ก็คือ ‘ความมั่นคงทางการเงิน’ ซึ่งมักจะหนีไม่พ้นการโยงไปถึงแนวคิดเรื่อง เงินสี่ด้าน ที่เป็นเสมือนอริยสัจ4 ของนักธุรกิจเครือข่าย จากคัมภีร์ พ่อรวยสอนลูก ของ โรเบิร์ต คิยาซากิ ผู้โด่งดังจากการสอนวิธีให้คนอื่นรวย แต่บริษัทตัวเองโดนฟ้องล้มละลาย ถึงแม้ว่าเรื่องราวช่วงหลังๆ เกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของ โรเบิร์ต คิยาซากิ จะฟังดูแล้วไม่ค่อยน่าประทับใจนัก แต่แนวคิดหลายอย่างของเขาก็พอใช้ได้เกี่ยวกับวิธีหาเงินของคนเรา ซึ่งโรเบิร์ตฟันธงไว้ว่า มี 4 กลุ่ม คือ

E-Employee ลูกจ้าง

S-Self Employment การจ้างตัวเอง หรือธุรกิจขนาดเล็กที่เจ้าของต้องทำเอง ดูแลเอง

B-Business Owner เจ้าของธุรกิจ หมายถึง คนที่มีธุรกิจแต่ไม่ต้องทำเองก็สามารถดำเนินต่อไปได้ ในที่นี้หมายถึงธุรกิจเครือข่าย

I-Investor นักลงทุน คือคนที่ลงทุนในหุ้น พันธบัตร หรือร่วมธุรกิจกับคนอื่นที่ได้รับผลตอบแทน

ซึ่งมุมมองส่วนใหญ่ของผู้ที่อ้างอิงแนวคิดเงินสี่ด้านนี้ นิยมชี้ให้เห็นว่า เราควรจะเลือกเป็นเจ้าของธุรกิจ เพราะคนกลุ่มนี้มีทั้งอิสรภาพทางการเงินและมีเวลาเหลือเฟือสำหรับแสวงหาความสุขในชีวิต จากการให้ระบบธุรกิจทำเงินให้โดยตัวเองไม่ต้องทำอะไร นั่งอยู่เฉยๆ ก็ได้เงินตลอด

แต่ในความเป็นจริง เราไม่จำเป็นต้องเลือกเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น และไม่จำเป็นต้องกระโจนเข้าสู่สถานะเจ้าของธุรกิจเพื่อให้มีอิสรภาพทางการเงินและมีเวลามากมายเสมอไป เราทุกคนสามารถจะเป็นอะไรก็ได้ที่เราอยากเป็น หากเรามีการวางแผนด้านการเงินที่ดี และเลือกหารูปแบบการลงทุนที่ตอบโจทย์กับรูปแบบชีวิตและความปรารถนาของตัวเองได้อย่างเหมาะสม

สำหรับคุณๆ ที่ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความใฝ่ฝันที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจ ขายแฟ้บ ขายสบู่ เครื่องสำอาง อาหารเสริม ฯลฯ แต่ใฝ่ฝันจะมีความมั่นคงในชีวิต แนวคิดที่เหมาะกับคุณๆ น่าจะเป็นเงิน 3 ด้าน คือ

P-Passion งานที่คุณชื่นชอบและมีใจรัก

D-Dream วิถีชีวิตในแบบที่คุณใฝ่ฝัน

I-Investment การลงทุนที่เหมาะกับคุณ

 

ตอนเด็กๆ เราอาจจะเคยบอกใครว่าโตขึ้นอยากเป็นกระเป๋ารถเมล์ เพราะชอบนั่งรถ ชอบเจอผู้คน ชอบถือกระบอกตั๋วเก็บเงิน หรืออยากเป็นคนเก็บค่าทางด่วน เพราะได้จับเงินวันละเยอะๆ ได้เจอผู้คนหลากหลาย และดูท่าทางจะไม่เครียด แต่หากลูกหลานใครบอกพ่อแม่ไปแบบนี้ก็คงโดนด่าหาว่าใฝ่ต่ำ เนื่องจากอาชีพเหล่านั้นมีค่าตอบแทนไม่สูง ยากที่จะมั่งคั่งร่ำรวย และเมื่อพูดถึงความร่ำรวย คนส่วนมากก็ยังมีความเข้าใจที่คลุมเครือ มักเข้าใจผิดคิดไปว่า คนรวยคือคนที่หาเงินได้เยอะ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิดอย่างให้อภัยไม่ได้

คนรวยไม่ใช่คนที่มีรายได้มาก แต่เป็นคนที่มีความมั่งคั่งมาก มีทรัพย์สินเหลือเก็บมาก คนจนก็คือคนที่ใช้เงินไปมากกว่าเงินที่หาได้ ดังนั้นคนที่หาเงินได้ปีละสิบล้าน แต่ใช้เงินปีละสิบห้าล้านจึงไม่ถือเป็นคนรวย เพราะความมั่งคั่งอยู่ในระดับติดลบ ในทางกลับกัน คนที่หาเงินได้ปีละห้าแสนแต่ใช้เงินปีละแสน เหลือเก็บปีละสี่แสนต่างหากที่เป็นคนรวยของแท้ เพราะตัวเลขความมั่งคั่งเป็นบวก

เงื่อนไขที่จะทำให้คนเรารวยหรือจน ขึ้นอยู่กับเงินสามด้าน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีใจรักอยากเป็นนักเขียนไส้แห้งที่มีเงินได้ปีละ 1 แสน มีเงินออมเหลือเก็บจากอาชีพที่รักคือค่า P (Passionate Earning): 5 หมื่น   คุณมีความฝันในอนาคตที่อยากจะใช้จ่าย คือค่า D (Dream Spending): 1.5 แสน ถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ เป็นความฝันที่เลื่อนลอยหรือไม่ คำตอบคือ เป็นไปได้ แต่สิ่งที่คุณต้องการคือ I-Investment ที่จะทำให้เงินเก็บจาก P (Passionate Earning):  ของคุณสร้างผลตอบแทนได้มากพอสำหรับ D (Dream Spending):  ซึ่งหมายถึงคุณต้องการรูปแบบการลงทุนที่ให้ผลตอบแทน 300% นั่นเอง แต่ถ้าบังเอิญคุณโชคดีมีเงินเก็บจากงานที่รัก ปีละ 1.5 แสน และคิดว่าเพียงพอแล้วสำหรับค่าใช้จ่ายเพื่อชีวิตที่ใฝ่ฝันในอนาคตปีละ 1.5 แสน คุณก็มีสิทธิ์เลือกว่า จะหาเงินต่อจากการลงทุนด้วยหรือไม่ พูดง่ายๆคือ คนที่มั่งคั่งหรือรวยจะต้องมีความสัมพันธ์ของเงิน 3 ด้านเป็นสูตรดังนี้

[ เงินเก็บจากงานที่รัก(P)  X  เปอร์เซ็นต์ผลตอบแทนการลงทุน (I) ] – ค่าใช้จ่ายสำหรับชีวิตที่ฝันใฝ่ในอนาคต (D)  = ความมั่งคั่ง (W:Wealth)

คำกล่าวที่ว่า HIGH RISK * HIGH RETURN นั้นมีนัยยะแฝงอยู่จากเงื่อนไขดังกล่าวนี้เอง เพราะถ้านาย ก. มีเงินลงทุน 10 บาท แต่อยากได้ผลตอบแทน 100 บาท เขาอาจต้องยอมเสี่ยงเอาเงิน 100% ที่มีไปลงทุน แต่ถ้านาย ข.มีเงิน 100 บาท และอยากได้จำนวนผลตอบแทนที่ 100 บาทเท่ากัน นาย ข.ก็แค่เจียดเอาเงิน 10% ที่มีอยู่ของเขาไปลงทุน

นาย ก. มีเงินลงทุนน้อย มีความเสี่ยงที่จะเจ๊งหมดหน้าตัก ในขณะที่นาย ข. ใช้เงินที่มีเพียง 10% ไปกับการเสี่ยง แต่ได้ผลตอบแทนเป็นจำนวนเงินเท่ากัน จึงอธิบายได้ไม่ยากว่า ทำไมคนที่รวยอยู่แล้ว มีโอกาสที่จะรวยต่อไปอีกมากกว่า และสามารถเลือกรูปแบบการลงทุนที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า โดยใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่กว่า ซึ่งแม้จะมีผลตอบแทนเป็นเปอร์เซ็นต์ต่ำกว่า แต่เมื่อคิดเป็นตัวเลขกำไรออกมาแล้วก็ยังได้มากกว่าการลงทุนที่มีอัตราผลตอบแทนสูง เสี่ยงสูง แต่ใช้เงินลงทุนน้อย

ทุกคนอยากได้อัตราผลตอบแทนสูงๆ จากการลงทุนกันทั้งนั้น แต่แบกรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน การบ้านบทแรกสำหรับคนที่ต้องการประสบความสำเร็จในการลงทุนคือ การทำแผนการเงินที่ดีของตัวเองออกมาดูก่อน เพื่อที่จะใช้เป็นข้อมูลในการวิเคราะห์ได้ว่า

  • เรามีศักยภาพหรือมีต้นทุนที่แท้จริงแค่ไหนจากเงินเก็บที่หาได้ในปัจจุบัน (P)
  • มีเป้าหมายผลกำไรในฝันหรือจำนวนเงินที่เราต้องการหรือคาดว่าจะใช้ในอนาคตต่อปีเป็นเท่าไร และโดยรวมเป็นเท่าไร โดยไม่ลืมบวกอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย (D)
  • เมื่อนั้นเราก็จะรู้ว่า ควรจะต้องหารูปแบบการลงทุนแบบไหน (I) ที่ให้อัตราผลตอบแทนคูณกับเงินทุนแล้วเท่ากับมากกว่าเงินที่เราต้องการใช้สำหรับชีวิตที่ใฝ่ฝัน

 

สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าคุณจะเลือกการลงทุนเป็นหุ้น อสังหา ทองคำ หรือพันธบัตร แต่อยู่ที่การตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า ราคาความฝันของคุณมีค่าเท่าไหร่กันแน่ และเงินได้จากงานที่รักจะพอซื้อความฝันหรือไม่

สรุปกันตรงๆ แบบไม่ต้องฟันธงก็คือ หากคุณรักที่จะเป็นนักเขียน เป็นชาวนา หรือเป็นสถาปนิก ที่ฝันอยากแล่นเรือยอทช์ท่องโลก กินอาหารฝีมือเชฟมิชลินสตาร์ โดยไม่ต้องค้ายาบ้าหรือปล้นแบงค์เป็นอาชีพเสริม สิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับคุณคือ การลงทุน  ที่มีเปอร์เซ็นต์ผลตอบแทนสูงพอจะทำให้ดอกผลจากเงินเก็บเบ่งบานกว่าขนาดความฝันของคุณนั่นเอง

*********************************

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับกรกฎาคม 2556

You may also like...