คุณอยาก ‘รวย’ หรือแค่อยาก ‘ดูรวย’

money-grows

rich-or-look-rich

เป็นเรื่องจริงที่คนหมู่มากในโลกนี้ใช้เงินและความพยายามส่วนใหญ่ไปกับการทำให้ตัวเอง ‘ดูรวย’ มากกว่าความพยายามที่จะทำให้ตัวเอง ‘รวย’ และก็เป็นธรรมดาเมื่อคนเราทุ่มเทเวลาและความใส่ใจอย่างมากมายไปกับสิ่งใดมาก ก็จะได้ผลตอบแทนในสิ่งนั้น คนที่พยายามอย่างหนักในการทำให้ตัวเองดูรวย จึงมักมีลักษณะท่าทางภายนอกที่โก้หรูดูรวย ส่วนคนที่มุ่งมั่นในการสร้างเนื้อสร้างตัวให้ตัวเองร่ำรวยก็มักจะกลายเป็นคนรวย

เหตุผลสองข้อที่คนส่วนมากพยายามทำให้ตัวเองดูรวย ข้อแรกคือความอยากจะมีอยากจะใช้เหมือนคนอื่น กับข้อที่สองคือการสร้างภาพลักษณ์ให้ดูน่าเชื่อถือเพื่อประโยชน์ในการสร้างความสำเร็จ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า ทุกสาขาอาชีพล้วนต้องการภาพลักษณ์ที่ดีเพื่อทำให้เกิดความไว้วางใจ แต่ปัญหาคือ คนที่ใช้จ่ายเงินหรือทุ่มเทเวลาจำนวนมากไปกับการทำตัวให้ดูรวยมักใช้เหตุผลข้อที่สองมาอ้างเพื่อกลบเกลื่อนเหตุผลข้อแรก เงินและเวลาที่เสียไปจึงเป็นเพียงค่าใช้จ่ายไม่ใช่การลงทุนที่มีผลตอบแทนเป็นความสำเร็จ และทำให้ถอยห่างจากความรวยจริงออกไปเรื่อยๆ

ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างคนที่ดูรวยกับคนรวยจริงนั้นดูง่าย คนรวยคือคนที่มีทรัพย์สินเหลือเก็บมากและทรัพย์สินที่มีอยู่ก็มีโอกาสเพิ่มค่าแตกดอกออกผลงอกเงยไปเรื่อยๆ นอกเหนือจากมีอิสรภาพทางการเงินแล้ว ยังมีอิสรภาพในการใช้ชีวิต ส่วนคนที่ดูรวยแต่ความจริงยากจน ก็คือคนที่มีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายรับอยู่ตลอดเวลา ไม่มีทรัพย์สินเหลือใช้เหลือเก็บที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มหรือเป็นการลงทุนอะไรได้เลย ไม่มีทั้งอิสรภาพทางการเงินและการใช้ชีวิต วันๆก็ไม่มีเรี่ยวแรงและสติปัญญาจะคิดทำอะไรนอกจากวุ่นวายกับการหาเงินมาโปะค่าใช้จ่าย ใช้หนี้ที่หมุนเวียนทบทวีต่อเนื่องไปเรื่อยๆเหมือนหนูถีบจักร ตกอยู่ในสภาพเหมือนติดอยู่ในอุโมงค์ไม่เห็นแสงสว่าง มืดมนจนความคิด จิตใจมีแต่ความกังวล ไม่ปลอดโปร่งสดใส ภาวะจนความคิดนี่เองที่เป็นต้นตอของความยากจนที่แท้จริง อีกทั้งยังสืบส่งไปจนชั่วลูกชั่วหลานเหมือนกรรมพันธุ์ หากครอบครัวใดประกอบขึ้นด้วยมนุษย์ประเภทจนความคิด ก็มักมีแนวโน้มที่จะยากจนไปจนเจ็ดชั่วโคตร

ความพยายามที่จะมีเงินเก็บหรือความพยายามรวยเปรียบได้กับคนปลูกต้นไม้ คนทำงานประจำหรือรายได้จากการทำงานก็เหมือนชาวไร่ปลูกไม้ล้มลุกที่ต้องลงแรงปลูกไปเรื่อยๆ ต้องคอยปลูกทดแทนต้นเก่าที่หมดอายุตายไปอยู่เสมอ เพื่อให้ได้ดอกผลออกมาเรื่อยๆ ให้ทันรอบที่จะต้องเก็บเกี่ยวมากินมาใช้ ส่วนคนที่เป็นนักลงทุน ก็เหมือนคนชอบปลูกต้นไม้ใหญ่หรือไม้ยืนต้นเพื่อกินดอกผล เช่นเดียวกับชาวสวนที่ยอมเสียแรงเสียเวลารอคอยฟูมฟักต้นไม้ใหญ่ให้เติบโตสมบูรณ์ในช่วงแรก แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้นไม้นั้นโตเต็มวัยเริ่มออกผล ก็สามารถเก็บดอกผลมาได้เรื่อยๆ ตามฤดูกาล ไม่ต้องคอยเหน็ดเหนื่อยกับการหว่านไถพลิกดินปลูกใหม่ตลอดเหมือนชาวไร่ เพียงแค่รดน้ำใส่ปุ๋ยดูแลสวนให้สมบูรณ์ รู้จักขยายพันธุ์เพิ่ม ขยายพื้นที่สวนเพิ่มเมื่อมีโอกาส เมื่อมีลูกมีหลานก็สอนให้เป็นชาวสวนต่อไป ก็จะสุขสบายอย่างยั่งยืนในระยะยาว

แต่ทั้งนี้ก็ใช่ว่า เราทุกคนควรจะเลือกเส้นทางแบบ ‘ชาวสวน’ ได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นจึงจะร่ำรวย เพราะทุกคนไม่ได้เริ่มต้นชีวิตจากการมีที่ดินหรือมีเมล็ดพันธุ์ในการสร้างสวนของตัวเองมาตั้งแต่เกิด การเริ่มต้นสู่ความมั่งคั่งอาจมีก้าวแรกด้วยการเป็น ‘ชาวไร่’ หรือแม้แต่เป็นกรรมกรรับจ้างขุดดินในไร่ก็มีสิทธิ์เป็นคนรวยได้ ขอแค่ให้กรรมกรหรือชาวไร่นั้น มีทัศนคติของคนรวยฝังอยู่ในสำนึก ไม่ใช่แค่อยากดูรวย หรืออยากมีกินมีใช้แบบคนรวยเท่านั้น

ทัศนคติแบบคนรวยดูได้จากการจัดการกับเงินที่หามาได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นเงินมากหรือน้อย นั่นคือ จัดสรรเงินออกเป็นส่วนๆตามความจำเป็นจริงๆ แต่คนจำนวนไม่น้อยมักทำตรงกันข้ามคือ พอมีเงินก็ใช้ก่อนแล้วค่อยคิดว่าเงินที่ได้มาควรจะเอาไปทำอะไร แต่ปัญหาคือตอนที่คิดได้ ก็ใช้เงินหมดเสียแล้ว สิ่งที่คิดว่าควรทำจึงเป็นแค่ความคิด

สมมุติว่ามีคนชื่อสมชายอยู่ในประเทศไทยราวสองพันคนที่เป็นคนโสดมีรายได้จากการทำงานประจำเดือนละสามหมื่นบาท ยังไม่มีหนี้สินต้องผ่อน ยังไม่ต้องเช่าบ้าน เดินทางด้วยรถไฟฟ้าและแท็กซี่ หลักการง่ายๆ ในการแบ่งสัดส่วนเงินหลักหักค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวันของคุณสมชายคือค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่าเดินทาง ค่าโทรศัพท์ ค่าใช้จ่ายในบ้าน สงเคราะห์พ่อแม่ ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นจริงๆ ออกไปแล้ว เงินส่วนที่เหลือควรจะประกอบด้วย เงินออมในธนาคารเผื่อใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉิน เงินลงทุนเพื่อซื้อบ้าน เงินลงทุนเพื่อซื้อรถ เงินลงทุนสำหรับการแต่งงาน เงินประกันสุขภาพ เงินลงทุนในประกันชีวิต เงินเพื่อการพัฒนาตัวเองทั้งร่ายกาย จิตใจ และสติปัญญา เช่น การศึกษา การท่องเที่ยว ฯลฯ เงินสำหรับการลงทุนระยะสั้น เพื่อการซื้อขายหรือเก็งกำไรในสินทรัพย์บางประเภท เช่น หุ้น หรือทองคำ เงินสำหรับการลงทุนระยะยาว เช่น การซื้อที่ดิน พันธบัตร หรือการลงทุนในหุ้นแบบคุณค่า (Value Investment)

หากคนชื่อสมชายทั้งสองพันคนสามารถจัดสรรเงินไปตามหมวดหมู่ที่ยกตัวอย่างมานี้ได้ครบอย่างเหมาะสม ก็มีแนวโน้มว่า คนชื่อสมชายทั้งสองพันคนในประเทศไทยมีโอกาสรวย ส่วนจะรวยมากรวยน้อยก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำกำไรของใครของมัน โอกาสที่จะยากจนต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำไปตลอดชีวิตคงไม่มี หรือถ้ามีก็น้อยนิด

investment-guru01

แต่เรื่องเศร้าก็คือ คงจะมีคนชื่อสมชายเพียงสองคนจากจำนวนทั้งหมดสองพันคนเท่านั้นที่เลือกเดินบนเส้นทางของคนรวย คนชื่อสมชายอีกหนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบแปดคนพอใจจะเดินไปบนเส้นทางของคนดูรวย เราจึงเห็นคนชื่อสมชายที่มีเงินเดือนสามหมื่นจำนวนมากถือกระเป๋าแบรนด์เนมราคาเท่ากับเงินเดือนสามเดือน ผ่อนรถราคาเท่ากับเงินเดือนยี่สิบเดือน สวมนาฬิการาคาเท่ากับเงินเดือนห้าเดือน อัพเดตเทร็นด์แฟชั่นด้วยราคาหนึ่งในสามของเงินเดือน กินดื่มเที่ยวปาร์ตี้สุดเหวี่ยงด้วยราคาหนึ่งในสามของเงินเดือน บางคนทะลึ่งจองคอนโดฯอย่างเพ้อฝันทั้งที่ต้องผ่อนด้วยราคาครึ่งหนึ่งของเงินเดือนไปตลอดยี่สิบปีซึ่งยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า วันหนึ่งบริษัทอาจจะเจ๊ง ตัวเองอาจจะโดนลดเงินเดือน โดนเลย์ออฟ หรือโดนรถเฉี่ยวกลายเป็นคนพิการทำงานไม่ได้ บางคนก็ลืมนับว่า จำนวนเดือนของการทำงานตั้งแต่อายุ 20- 50 ปีนั้น รวมกันได้แค่ 360 เดือนเท่านั้นเอง และที่น่ากลัวไปกว่านั้นก็คือ อัตราเงินเดือนอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นอัตราก้าวหน้าเหมือนกับภาษีหรือค่าใช้จ่ายในชีวิต สู้เงินเฟ้อไม่ได้แน่ๆ ยกตัวอย่างเช่น เมื่อยี่สิบปีก่อน ไข่ไก่ฟองละหนึ่งบาทห้าสิบ เงินเดือนข้าราชการปริญญาตรีเริ่มต้นที่เจ็ดพันกว่าบาท  ในปี 2556 ไข่ไก่ฟองละห้าบาท เงินเดือนข้าราชการปริญญาตรีสูงสุดอาจจะได้แค่หมื่นห้า

เรื่องนี้เป็นความจริงแต่หลายคนไม่อยากคิด ไม่อยากพูดถึงจริงๆจังๆ เพราะทำให้ไม่สบายใจ และที่สำคัญคือ…ไม่ชอบคิดอะไรมาก ซึ่งเหตุผลอย่างหลังนี่น่ากลัวที่สุด

มนุษย์ไม่ได้เกิดมาเพื่อที่จะผิดหวัง คนอยากรวยมักได้เป็นคนรวย คนอยากดูรวยก็ได้แค่ดูรวย การตั้งเป้าความหวังอย่างรอบคอบจึงเป็นสิ่งสำคัญ เช่นเดียวกับการมุ่งเดินไปไขว่คว้าสิ่งที่มุ่งหวังอย่างจริงจัง อย่าวอกแวกหรือเดินเลี้ยวเดินหลงไปทางอื่นบ่อยๆ เพราะสุดท้ายแล้วเราอาจไม่เหลือแรงพอที่จะเดินให้ถึงเส้นชัย เริ่มต้นด้วยการถามใจตัวเองให้ดีๆ ว่าเราอยากเป็นแบบไหน

*********************************

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับสิงหาคม 2556

You may also like...