เคล็ด(ไม่)ลับ สู่ ความสำเร็จของการลงทุน บน “โต๊ะสามขา”

money-grows

นักลงทุนระดับมหาเศรษฐีจำนวนไม่น้อยมักตอบคำถามนักข่าวอย่างถ่อมตัวว่า ความสำเร็จในการลงทุนหรือการทำธุรกิจส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความโชคดี ซึ่งการตอบคำถามแบบนั้น อาจช่วยตัดรำคาญไม่ให้นักข่าวถามซอกแซกถึงกระบวนการที่ทำให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ เพราะขึ้นชื่อว่าโชคหรือบุญวาสนาแล้วย่อมจะแข่งกันลำบาก แต่หากตัดเอาปัจจัยที่อยู่เหนือเหตุผล เช่น โชค หรือดวง ออกไปให้หมด เราจะพบว่า ปัจจัยหลักที่เป็นองค์ประกอบ 3 ประการของความสำเร็จในการลงทุนของมหาเศรษฐีนักลงทุนทั้งหลายไม่แตกต่างกัน  ได้แก่

(1)เงินทุน

(2)ข้อมูลความรู้

(3)จังหวะและโอกาส

ซึ่งองค์ประกอบทั้งสามนี้เปรียบได้กับ โต๊ะสามขา ที่จะต้องมีครบพร้อมกันในเวลาเดียวกันเท่านั้นจึงจะสัมฤทธิผล จะมีแค่อย่างสองอย่างเป็นไม่ได้ และบางทีการตัดสินใจลงทุนโดยมีองค์ประกอบไม่ครบถ้วน ก็เป็นการรนหาความเสี่ยง

ปัจจัยแรกที่ทำให้เราสามารถลงทุนได้ทันที ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรก็คือเงินทุน หากปราศจากเงินลงทุน ก็ไม่มีอะไรต้องคุยต่อ แต่ความเสี่ยงของการมีเงินทุนเพียงอย่างเดียวโดยขาดปัจจัยที่สองคือข้อมูลความรู้ที่เป็นจริงในสิ่งที่ลงทุนก็น่ากลัว เราคงเคยได้ยินข่าวเศรษฐินีเฒ่าที่สูญเงินหลายร้อยล้านเพราะเชื่อใจให้คนอื่นหลอกเอาเงินไปลงทุนให้ โดยที่ตัวเองไม่มีความรู้จริงๆเลยว่า เขาเอาเงินไปทำอะไร แม้บางครั้งอาจได้ผลตอบแทนที่ดีกลับมาในระยะแรก แต่การไม่หาความรู้ในสิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้ ทำให้เราอ้าแขนรับความเสี่ยง เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นก็มีแต่คนสมน้ำหน้า หรือบางครั้งมีโอกาสที่ดีผ่านเข้ามา และการลงทุนในช่วงนั้นเป็นจังหวะเหมาะสมในการทำกำไร แม้ว่าเราจะมีเงินทุนพร้อม แต่การที่ไม่มีข้อมูลความรู้พอทำให้ขาดความเชื่อมั่นในการตัดสินใจ แทนที่จะได้กำไรมากอาจได้น้อยเพราะมัวแต่กลัวๆกล้าๆ

ช่องทางหาความรู้เรื่องการลงทุนประเภทต่างๆ ในยุคนี้มีเต็มไปหมด ทั้งทองคำ อสังหา หุ้น พันธบัตร หรือแม้แต่การลงทุนในงานศิลปะ ใครจะแก้ตัวเสียงอ่อยๆ ว่าขาดทุนเพราะไม่มีความรู้ สำหรับทศวรรษนี้เป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้นและให้อภัยไม่ได้ คนที่ไม่ยอมหาความรู้ให้จริงจังก่อนลงทุนโดยมากมีเหตุผลไม่กี่อย่าง ประเภทแรกก็คือพวกขี้เกียจที่ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ประเภทที่สองคือคนโลภ ประเภทหลังนี้จะเป็นเหยื่อของตลาดหรือเป็นเหยื่อของผู้ไม่ประสงค์ดีได้ง่าย เพราะเวลาที่ความโลภมาบังตามักจะมากับภาวะที่ต้องเร่งรีบในการตัดสินใจ โอกาสคิดหน้าติดหลังใคร่ครวญความเป็นไปได้หรือหาข้อเท็จจริงมาประกอบการตัดสินใจก็จะน้อย คำแนะนำสำหรับคนที่อยากรู้เร็วเรียนเร็วในการลงทุนทุกประเภทคือ เราควรจะเริ่มลงทุนด้วยเงินจริง แต่เป็นจำนวนน้อย โดยทำใจว่าเป็นค่าเทอม หากต้องขาดทุนไปบ้างก็อย่าไปเสียดาย วิธีนี้จะทำให้เราตื่นตัวและใส่ใจติดตามศึกษาหาความรู้ในประเภทการลงทุนที่เรามีส่วนร่วมได้อย่างจริงจังในฐานะผู้ลงทุนตัวจริงเสียงจริงคนหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นใบเบิกทางให้เราเข้าสู่สังคมการลงทุนเพื่อสัมผัสกับเพื่อนนักลงทุนคนอื่นๆ สามารถแลกเปลี่ยนหาความรู้ได้อย่างดีเยี่ยม แต่ย้ำว่าให้ใช้เงินน้อยๆเอาไว้ก่อนจนกว่าจะมั่นใจค่อยขยายวงเงินให้สูงขึ้นเพื่อผลตอบแทนที่มากขึ้น

อย่างไรก็ดี ถึงเราจะมีเงินทุนและหาข้อมูลความรู้ไว้แน่นปั๋งแค่ไหน ก็อย่าปล่อยให้เกิดอาการ ‘ร้อนวิชา’ จนเผลอกระโจนเข้าสู่การลงทุนโดยไม่รอให้ครบถึงปัจจัยที่สาม ก็คือลงทุนเมื่อมีจังหวะและโอกาสที่เหมาะสมจริงๆเสียก่อน ซึ่งอาการแบบนี้เป็นกันมากในหมู่นักลงทุนหน้าใหม่ทุกเพศทุกวัย ทั้งที่รู้กันดีทุกคนว่า หลักการง่ายๆ ของการทำกำไรมาจากการ ‘ซื้อเมื่อถูกขายเมื่อแพง’ ไม่ว่าจะเป็นอสังหา ทอง หรือหุ้น ก็หลักการเดียวกันหมด แต่เชื่อหรือไม่ว่าช่วงเวลาที่คนส่วนมากรู้สึกอยากลงทุนมากที่สุด คือช่วงที่ราคาของสินทรัพย์กำลังพุ่งแรง ท่ามกลางบรรยากาศของตลาดที่ดูร้อนแรงเย้ายวนใจ อาการกระเหี้ยนกระหือรืออยากกระโจนเข้าไปซื้อไล่ตามราคาสินทรัพย์ที่แพงกระฉูดอยู่แล้วด้วยความเชื่อว่ามันน่าจะแพงยิ่งขึ้นไปอีกในวันต่อๆไป และเราน่าจะขายได้ที่ราคาแพงสุดๆก่อนที่ตลาดวายนั้น คนส่วนใหญ่จะเป็นกันทั้งสิ้น ไม่เช่นนั้นเราคงไม่รู้จักกับคำว่า ฟองสบู่แตก การปั่นราคาสินทรัพย์ หรือการปั่นหุ้น เพราะฟองสบู่ราคาถูกสร้างขึ้นมาก็เพื่อล่อผู้คนให้หันมาสนใจ แต่หากเรามีสติดีพอที่จะพิจารณาสถานการณ์ของตลาดหรือสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในระดับประเทศและระดับโลก ก็น่าจะพบว่า จังหวะที่ดีจริงๆของการลงทุน จะผ่านเข้ามาในลักษณะที่เป็นวัฎจักรหรือเรียกกันเล่นๆ ในหมู่นักลงทุนว่าเป็นรอบ ซึ่งก็มีทั้งรอบเล็กรอบใหญ่ และไม่ได้มาบ่อยๆ หรือตรงเวลาแบบรถไฟฟ้า ออกแนวรถเมล์ ขสมก.มากกว่า คือมาแน่ แต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ต้องคอบจับตามองเองห้ามเผลอ ถ้าเร็วไปก็อาจขึ้นรถผิดสายอาจพาไปลงเหวนรกหรือไปติดบนดอย ไปไม่ถึงสวรรค์ แต่ถ้าช้าไปขึ้นไม่ทันก็ตกรถ รอบของการซื้อของบางอย่างให้ได้ราคาถูกมักเป็นช่วงที่ตลาดมีข่าวไม่ดี เกิดวิกฤตครั้งใหญ่ในระดับโลก เช่น ดัชนีหุ้นที่ตกหนักในช่วงสงคราม หรือเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ในขณะเดียวกันก็อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีของการขายสินทรัพย์บางอย่างในราคาสูงมาก เช่น ทองคำ ที่ราคามักพุ่งแรงเมื่อมีข่าวร้าย

ความเข้าใจในจังหวะและโอกาสมาจากการศึกษาข้อมูลอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมด้วยเงินทุน ต้องมีข้อมูลทั้งเชิงกว้างเชิงลึกเกี่ยวกับสินทรัพย์ที่เราสนใจจะลงทุน ถ้าเป็นนักลงทุนประเภทที่มุ่งเก็งกำไรในระยะสั้น โดยเฉพาะนักลงทุนในตลาดหุ้นที่มักทำกำไรได้พอสมควร ในช่วงที่ไม่มีวิกฤตร้ายแรง ก็มักจะเป็นพวกที่ใจกล้ากระโดดเข้าไปซื้อ ‘หุ้นดี’ ที่ตนศึกษาแล้วว่า ‘มีศักยภาพ’ ในจังหวะที่ตลาดอาจจะมีข่าวบางอย่างที่ทำให้ราคาหุ้นตัวนั้นต่ำลงมามากๆ โดยที่พื้นฐานแท้จริงของบริษัทยังแข็งแรงดีอยู่ และมองเห็นโอกาสที่ราคาหุ้นจะเด้งตัวขึ้นเมื่อตลาดฟื้นตัว ก็จะสามารถทำกำไรได้ ซึ่งสวนทางกับคนส่วนมากที่มักจะตกใจเทขายหุ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเห็นราคาตกลงมา แต่ชอบไล่ซื้ออย่างไม่คิดชีวิตเมื่อหุ้นขึ้น ผลก็คือ ต้องซื้อแพงแต่ขายถูก ทำให้สูญเงินลงทุนหรือถ้าโชคดีก็แค่ขาดทุนกำไร

เราคงได้ยินกันบ่อยว่า เศรษฐีมักซื้อของได้ ‘ถูก’ กว่าคนทั่วไปเสมอ แต่คำว่า ‘ของถูก’ อาจไม่ได้หมายถึงของราคาต่ำ แต่เป็นการซื้อที่ได้ประโยชน์คุ้มค่าเกินราคา เช่น การลงทุนซื้อที่ดินราคาตารางวาละแปดแสน อาจจะเป็นการซื้อ ‘ของถูก’ ก็ได้ หากมูลค่าจริงของที่ดินแปลงนั้นคือ ตารางวาละสองล้าน และเมื่อซื้อมาแล้วสามารถสร้างผลตอบแทนได้ตารางวาละห้าล้านในวันหน้า การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงโดยมากจึงเป็นการซื้อเพื่อ ‘กำไรในอนาคต’ และถ้าโชคดีก็อาจจะได้ ‘กำไรในปัจจุบัน’ ด้วย อย่างการซื้อหุ้นดีๆของบริษัทที่มีอนาคต นอกจากจะได้ผลตอบแทนรายปีเป็นเงินปันผลแล้ว หากต้องการขายในวันหน้า ก็จะขายได้ราคาดีด้วยเพราะเป็นหุ้นที่มีความต้องการมาก และแน่นอนว่า การที่ใครจะซื้อของได้ถูกและขายได้แพงย่อมไม่ได้มาจากโชคหรือบุญวาสนา แต่มาจากความพร้อมของปัจจัยแห่งความสำเร็จ คือ เงินทุน ข้อมูลความรู้ และจังหวะโอกาสนั่นเอง

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับกันยายน 2556

You may also like...