เงินเฟ้อ

money-grows

คนวัยทำงานยุคนี้ที่สามารถหารายได้ต่อเนื่องสม่ำเสมอ มีเงินใช้จ่ายคล่องมือ และมีเงินเหลือเก็บ คงมีน้อยคนเต็มทีที่ยังมองว่าการฝากเงินในธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ยถือเป็นการลงทุน เพราะอัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดต่ำลงเรื่อยๆหลังวิกฤตฟองสบู่เมื่อปี 2540 สวนทางกับอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งในที่สุดการฝากเงินก็แทบจะไม่ได้อะไรกลับคืนมาเลยสำหรับคนที่มีเงินไม่มาก จนบางคนต้องคิดปลอบใจตัวเองว่า เออน่ะ…ธนาคารเขาช่วยเก็บรักษาเงินให้เราไม่สูญหายโดยไม่คิดค่าฝากเงินก็นับว่าบุญแล้ว แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นในความเป็นจริงก็คือ การฝากเงินไว้ในธนาคารเฉยๆ ระยะยาวก็อาจไม่ต่างอะไรกับการซ่อนเงินไว้ใต้หมอนแล้วโดนปลวกแทะจนหมดค่า เพราะเงินหนึ่งบาทที่เคยซื้อลูกอมได้ห้าเม็ดเมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่มาวันนี้เราอาจต้องควักเงินถึงห้าบาทเพื่อซื้อลูกอมหนึ่งเม็ด เป็นตัวอย่างง่ายๆ พิสูจน์ว่าอัตราเงินเฟ้อในชีวิตจริงสาหัสกว่าตัวเลขที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศออกมาหลายเท่า

คนที่นำเงินเก็บไปลงทุนประเภทใดก็ตามแล้วพูดแบบเท่ๆว่า ขอผลตอบแทนแค่สู้เงินเฟ้อได้ก็พอ ต้องคิดให้ดีว่า อัตราเงินเฟ้อจริงๆ นั้นเป็นเท่าไรกันแน่ เพราะถ้าเอาราคาที่เพิ่มขึ้นของสินค้าและบริการรอบตัวที่กำลังพุ่งพรวดๆ มาเป็นตัวตัดสิน ผลตอบแทนจากการลงทุน 10-20% ต่อปีที่ดูเหมือนจะโอเค อาจเป็นแค่ภาพลวงตา  เหตุผลที่เงินของเราเล็กลงเพราะของแพงขึ้นมีหลายอย่าง ของบางอย่างอาจแพงขึ้นเพราะมีจำนวนจำกัดแต่ความต้องการมีมากขึ้น เช่น ราคาที่ดินในเมืองใหญ่ ราคาน้ำมัน หรือสินค้าบางประเภทได้รับความนิยมสูง เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมาก ผลิตไม่ค่อยทัน ราคาก็แพงเพราะคนอยากได้ยอมซื้อแพง อย่างกระเป๋าแอร์เมสใบละเป็นล้านๆ คนก็เข้าคิวกันซื้อ ในขณะที่ของบางอย่างแพงขึ้นเพราะต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เช่น การขึ้นค่าแรงเพราะลูกจ้างเรียกร้องสิทธิ์ หรือการขนส่งที่เป็นอุปสรรค รวมถึงต้นทุนความเสียหายที่เกิดจากวิกฤตบางอย่าง ปัจจัยอย่างแรกถ้ามองให้ลึกก็มีโอกาสดีๆ ซ่อนอยู่ เพราะถ้าเรามีเงินเย็นพร้อมสำหรับลงทุนในสินค้าหรือสินทรัพย์ที่คาดการณ์ว่าในอนาคตจะมีความต้องการสูงมากแต่มีจำนวนจำกัด เช่น อสังหาริมทรัพย์ ทองคำ หรือหุ้นของบริษัทสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ แนวโน้มที่ราคาของสิ่งที่เราลงทุนจะเติบโตอย่างรวดเร็วก็เป็นไปได้สูง  ส่วนปัจจัยอย่างหลังเป็นสิ่งที่ต้องพึงระวังให้จงหนัก เพราะมองดูแล้วไม่มีทางเป็นบวกแน่ๆ แต่เบ็ดเสร็จแล้วทุกปัจจัยก็ล้วนแต่ทำให้เงินในกระเป๋าของเราเล็กลง

ทุกวันนี้ยังไม่มีใครตอบได้ว่า การแก้ปัญหาเงินเฟ้อควรจะเป็นหน้าที่หลักของใคร ดังนั้นคนส่วนใหญ่จึงโทษรัฐบาลทุกรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศ แต่ถ้าสังเกตดีๆ ก็จะเห็นว่า ทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมาไม่ว่าใครจะเป็นผู้บริหารประเทศ ข้าวของต่างๆมีแต่จะแพงขึ้นและค่าเงินก็ด้อยลงทั้งสิ้น คนที่เคยซื้อทองบาทละสี่ร้อยอาจหูตาฝ้าฟางจนอ่านคอลัมน์นี้ไม่เห็นแล้ว ณ จุดนี้ก็คงเห็นเหมือนกันว่า เงินยังคงจะเฟ้อต่อไปเรื่อยๆ ตราบที่โลกยังคงไม่หยุดหมุน แต่ช่วงที่เกิดภาวะเงินเฟ้อรุนแรงจนใครต่อใครเดือดร้อนกันไปทั่วก็ใช่ว่าจะเป็นช่วงที่เลวร้ายจนมองไม่เห็นทางออก สถานการณ์แบบนี้มักเป็นจังหวะ ‘ซื้อ’ ของเศรษฐีหรือคนที่ในอนาคตจะเป็นเศรษฐี เพราะเป็นจังหวะที่การถือเงินสดเป็นความเสี่ยงอย่างใหญ่หลวง

และเนื่องจากภาวะเงินเฟ้อรุนแรงเกิดขึ้นมาแล้วในโลกและในประเทศนี้นับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นช่วงศึกสงคราม หรือช่วงที่มีวิกฤตครั้งใหญ่ จึงมีคนฉลาดๆ และนักวิชาการเศรษฐกิจและการเงิน ได้ร่วมกันวิเคราะห์และหาข้อสรุปสำหรับการลงทุนที่เหมาะสมในภาวะเงินเฟ้อออกมาเผยแพร่กันอย่างกว้างขวาง บางสูตรก็เชื่อได้บ้าง บางสูตรก็ควรฟังหูไว้หู แต่รวมๆ แล้วก็น่าจะใช้ได้ เช่น เราไม่ควรถือเงินสดเอาไว้มากนักในช่วงที่เกิดภาวะเงินเฟ้อ ไม่ว่าจะในกระปุกออมสินหรือในแบงค์ นอกจากดอกเบี้ยจะต่ำเตี้ยน่าเกลียดแล้วเงินยังหดอีกด้วย และหากไม่คิดถือเงินสดแล้วก็ไม่ควรจะเอาไปถลุงใช้เล่นหมด ควรเอาไปลงทุนซื้อของใช้หรือสินทรัพย์ที่จำเป็นและคาดว่าจะเพิ่มค่าในวันหน้า แต่ไม่แนะนำให้ลงทุนในหุ้น ยกเว้นหุ้นบริษัทน้ำมันหรือโภคภัณฑ์ต่างๆ เพราะผลประกอบการของบริษัทส่วนใหญ่ในตลาดหุ้น (ยกเว้นบริษัทสินค้าโภคภัณฑ์) ช่วงเงินเฟ้อมักย่ำแย่เพราะต้นทุนสูง รวมถึงไม่ควรลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หรือตราสารทางการเงินระยะยาวที่ให้ดอกเบี้ยคงที่ ประเภทที่เศรษฐีเขาเรียกว่า ‘เงินติดคุก’ เพราะผลตอบแทนที่ได้ในวันหน้าอาจเหลือค่านิดเดียว อุตส่าห์ทนฝากตั้งนานสุดท้ายอาจไม่พอซื้อน้ำใบบัวบกกินแก้ช้ำใจ

เทร็นด์สุดเก๋ที่ควรทำในช่วงเงินเฟ้อสำหรับคนมีเงินคือ การเป็นหนี้เงินกู้ ประเภทที่อัตราดอกเบี้ยคงที่เป็นระยะเวลานานๆ เช่น พวกสินเชื่อที่อยู่อาศัย พูดง่ายๆ ก็คือแนะนำให้ซื้อ อสังหานั่นเอง แต่เศรษฐีบางคนอาจเลือกซื้อเรือยอทช์หรือซื้อซูเปอร์คาร์ ชนิดที่ฮั้วกับพนักงานแบงค์แกล้งทำราคาให้แพงเว่อร์เกินจริง กู้เยอะๆ แต่จัดไฟแนนซ์ให้ผ่อนดอกเบี้ยต่ำไปได้ชั่วลูกชั่วหลาน อันนั้นก็แล้วแต่อัธยาศัย เพราะถึงวันหน้าดอกเบี้ยจะเพิ่มแต่ผู้ซื้อจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยอัตราเดิมคงที่ไปตลอด แต่อสังหาหรือสินทรัพย์ที่ลงทุนซื้อไว้กลับจะมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ ถึงตอนขายก็มีโอกาสได้ราคาสูงกว่าตอนซื้อ ทั้งนี้ขอกระซิบดังๆว่า เทร็นด์นี้เหมาะสำหรับคนมีเงินเย็นเท่านั้น คนที่ยังหาเช้ากินค่ำอาจยังไม่ควรเสี่ยงสร้างหนี้ในระยะนี้ หากยังไม่ได้ทำบัญชีรายรับรายจ่ายอย่างละเอียดรอบคอบจนมั่นใจว่าผ่อนไหวจริงๆ หรือทะลึ่งเอาเงินเดือนจากบริษัทที่เรายังไม่แน่ใจว่าจะถูกเลย์ออฟเมื่อวันไหนมาจ่ายเงินกู้ เพราะนอกจากจะเสี่ยงโดนเจ้าหนี้ยึดแล้วยังเสี่ยงกับการฆ่าตัวตายเพราะความเครียดอีกต่างหาก

สิ่งที่ทั้งน่าตกใจ น่าสมเพช และน่าเป็นห่วงที่สุดของสังคมในสภาวะเงินเฟ้อ ก็คือคนจำนวนมากที่ยังไม่ตระหนักถึงความเป็นจริงของอัตราเงินเฟ้อที่กำลังทวีความรุนแรงในปัจจุบัน ทำให้ไม่ได้เตรียมการรับมืออย่างทันท่วงที ความรู้สึกหงุดหงิดและการบ่นกระปอดกระแปดว่าข้าวของแพงขึ้น ค่าครองชีพสูงขึ้นแต่รายรับเท่าเดิม หรือแม้แต่การด่าพ่อค้าแม่ค้า ด่ารัฐบาล หรือด่าฝ่ายค้านอย่างหยาบคายในโซเชียลมีเดียหรือในสภากาแฟไม่ได้ช่วยอะไรเลย หากเปรียบเงินของเราเป็นเมล็ดถั่วเขียวในกระสอบที่ยังไม่ได้รีบนำไปเพาะปลูกให้แตกดอกออกผล เงินเฟ้อก็เหมือนเชื้อโรคเชื้อราที่กัดกินเมล็ดของเราให้อ่อนแอจนเหลือส่วนที่นำไปปลูกจริงๆ ได้แค่นิดเดียว ทางที่ดีจึงควรรีบหาพื้นที่ดีๆและปลอดภัยสำหรับการเพาะปลูกโดยด่วนที่สุดและรีบหว่านเมล็ดพันธุ์ทั้งหลายออกไป ก่อนที่ถั่วเขียวหนึ่งกระสอบจะไม่เหลือเมล็ดดีมากพอสำหรับหว่านปลูก หรือแม้แต่จะนำมาทำเป็นถั่วเขียวต้มแค่เพียงถ้วยเดียว …ก็อาจจะไม่พอ

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับตุลาคม 2556

You may also like...