ให้เงินทำงาน

money-grows

ศึกษาหาข้อมูล ทำความรู้จักกับ ‘เครื่องมือทางการเงิน’ และ ‘ผลิตภัณฑ์ทางการเงิน’ เพื่อหารูปแบบการลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง

หลักสูตรการศึกษาทั้งในประเทศและทั่วโลกสอนให้เรารู้จักหาเงิน แต่ไม่มีที่ไหนสอนวิธีการบริหารจัดการเงินได้เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนจากเงินของเราอย่างมีประสิทธิภาพ อาจเป็นเพราะหลักสูตรการศึกษาในยุคที่ผ่านๆมา เขียนขึ้นสมัยผู้คนยังนิยมฝากเงินไว้ในธนาคารที่ได้ดอกเบี้ยดี เด็กๆจึงฝังใจว่า มีเงินเมื่อไหร่ให้รีบเอาไปฝากออมสิน แม้ตอนนี้ดอกเบี้ยจะน้อยนิด คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้ตระหนักว่า แทนที่จะเอาไปให้เงินนอนนิ่งและมูลค่าหดหายอยู่ในบัญชีออมทรัพย์ ควรเอาไปทำอะไรดี และไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวเลือกต่างๆ ที่มีอยู่ จึงกลัวการลงทุน เพราะได้ยินใครๆพูดว่า การลงทุนมีความเสี่ยง จึงเสียโอกาสที่จะได้เริ่มลงทุนตั้งแต่อายุยังน้อยๆ

let-the-money-work-for--u

การทำให้เงินงอกเงยมีหลายช่องทาง วิธีที่น่าจะได้เงินดีที่สุดคือการนำไปลงทุนทำธุรกิจ แต่ถ้าชอบแบบที่ไม่ต้องเสียแรงเสียเวลาทำอะไรมาก อยากให้เงินทำงานแทนเรา ก็คือการเลือกลงทุนผ่านผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบต่างๆ ของธนาคาร สถาบันการเงิน หรือในตลาดหลักทรัพย์ ความแตกต่างของการลงทุนแบบต่างๆ นี้ อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ ได้ 3 รูปแบบ คือ

(1) การปล่อยเงินให้คนอื่นกู้เพื่อกินดอกเบี้ย – ลงทุนในตราสารหนี้

(2) การฝากเงินให้คนเก่งไปช่วยลงทุน  - ลงทุนผ่านกองทุนรวม

(3) การเลือกลงทุนด้วยตัวเอง – ลงทุนในตราสารทุน

คนที่มีเงินเหลือใช้ หากคิดจะนำไปปล่อยกู้ด้วยตัวเอง ตั้งตนเป็นเจ้าหนี้นอกระบบ หรือจ้างแก๊งค์อันธพาลมาทวงหนี้ อาจจะมีสิทธิ์ร่ำรวยมหาศาลเป็นเศรษฐีหรือเป็นมาเฟียเงินกู้ในเวลาไม่นาน ความเสี่ยงของการตั้งตนเป็นมาเฟียเงินกู้นอกระบบมีแค่ไม่กี่อย่างอย่าง เช่น คุณอาจโดนลูกหนี้เบี้ยวชักดาบ หรืออาจโดนลูกหนี้ฆ่าตายเพื่อหนีหนี้ ถ้าคุณรับความเสี่ยงเล็กๆน้อยๆนั้นได้และเลือกทางเดินเส้นนั้น ก็ไม่มีใครว่า

แต่ถ้าคุณอยากปล่อยเงินกู้แบบสบายใจ ความเสี่ยงต่ำ มีสถาบันการเงินหรือมีรัฐบาลเป็นประกัน คุณก็สามารถเปลี่ยนสถานะตนเองอย่างเท่ๆ มาเป็นเจ้าหนี้ของรัฐบาล หรือเจ้าหนี้ของบริษัทเอกชนใหญ่ๆ ได้โดยการเลือกลงทุนใน ตราสารหนี้ ถ้าเป็นหนี้ที่รัฐบาลขอกู้เราก็เรียกว่า พันธบัตรรัฐบาล หรือตั๋วเงินคลัง ส่วนถ้าเป็นหนี้ที่ภาคเอกชนขอกู้เราก็เรียกว่า หุ้นกู้ ที่มีทั้งแบบที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันและไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หลักการก็เหมือนการปล่อยเงินกู้ให้คนยืม แต่สบายใจกว่า เพราะถึงดอกเบี้ยจะไม่สูงกว่าเงินฝากธนาคารสักเท่าไร แต่มีระบบต่างๆ ดูแลไม่ให้ลูกหนี้เบี้ยวเงินได้ง่ายๆ มีระยะเวลาสั้นยาวต่างกัน โดยมากจะอยู่ระหว่าง 1-10 ปี อาจจะมียาวกว่านั้นก็แล้วแต่เงื่อนไข ซึ่งผู้ลงทุนก็เลือกได้ตามความเหมาะสม พิจารณาความน่าเชื่อถือขององค์กรลูกหนี้ว่าเขาสามารถเอาเงินที่ยืมเราไปทำกำไรมาคืนเราได้จริงหรือเปล่า ได้ดอกเบี้ยเป็นที่พอใจหรือไม่

ความแตกต่างระหว่างการปล่อยเงินให้คนอื่นกู้ผ่านตราสารหนี้ กับการปล่อยเงินกู้ด้วยตัวเองก็คือ อย่างแรกนั้น ลูกหนี้เป็นคนกำหนดเงื่อนไขให้เจ้าของเงินเลือกว่าจะเอาหรือไม่เอา พูดง่ายๆคือลูกหนี้ขาใหญ่ มีอำนาจต่อรองสูงกว่าเจ้าหนี้ แต่มั่นใจได้เยอะว่าไม่เบี้ยว ส่วนอย่างหลังนั้น เจ้าหนี้เป็นคนกำหนดเงื่อนไขและมีอำนาจต่อรองสูงกว่าลูกหนี้ แต่มีโอกาสโดนเบี้ยวได้ง่ายกว่า และต้องคอยตามทวงเงินเอง

การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นๆจะเป็นที่นิยมมากสำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้ไม่สูงนัก คนที่นิยมลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลส่วนใหญ่จะต้องการรายรับประจำจากดอกเบี้ยที่มั่นคง และปลอดภัยจากการสูญเงินต้น เพราะรัฐบาลคงไม่เจ๊งหรือชักดาบเราง่ายๆ แม้ดอกเบี้ยจะน้อยหน่อยแต่ก็รู้สึกว่าปลอดภัย เมื่อเปรียบเทียบกับตราสารหนี้ภาคเอกชนอาจมีความเสี่ยงสูงกว่า แต่จะเสี่ยงมากหรือน้อยก็ขึ้นกับบริษัทที่เลือกลงทุน ระยะเวลา รวมสภาพเศรษฐกิจโดยรวม

ปัจจัยที่ทำให้ราคาซื้อขายตราสารหนี้มีมูลค่าสูงหรือต่ำก็คืออัตราผลตอบแทน และระดับความเสี่ยงที่มีเกณฑ์การจัดอันดับเอาไว้ให้เราพิจารณา ส่วนข้อด้อยคือสภาพคล่องไม่สูงมาก ผู้ลงทุนต้องทำการซื้อขายผ่านสถาบันการเงินเท่านั้น ไม่สามารถซื้อๆขายๆออกมาเป็นเงินเข้าบัญชีได้เองเหมือนหุ้น และต้องมั่นใจว่าเป็นเงินเย็นที่สามารถลงทุนได้ตามกำหนดระยะเวลาจริงๆ ถ้าขายก่อนครบกำหนดสัญญาอาจเสี่ยงต่อการขาดทุน

ใครมีเงินแต่ไม่มีเวลาจะบริหารให้งอกเงยด้วยตัวเองควรหาผู้ช่วย นั่นก็คือการลงทุนผ่าน กองทุนรวม หลักการของกองทุนรวมคือ คนเอาเงินมาลงขันกันเป็นก้อนใหญ่แล้วให้คนเก่งไปช่วยบริหาร มีการทำสัญญามอบสิทธิ์ให้ผู้บริหารกองทุนนำเงินของเราไปลงทุนในรูปแบบต่างๆ ตามแต่เงื่อนไขที่กองทุนนำเสนอและผู้ลงทุนยอมรับ โดยข้อสำคัญคือระบุว่าผู้ลงทุนจะต้องไม่ถอนเงินลงทุนออกไปจากกองทุนนี้ก่อนกำหนดระยะเวลาที่ตกลงกัน เช่น 3 ปี หรือ 5 ปี เพื่อให้ผู้บริหารกองทุนมีอิสระในการลงทุนอย่างเต็มที่ เช่น นำไปลงทุนในตราสารหนี้ หรือลงทุนในหุ้น รูปแบบการซื้อกองทุนจะคิดเป็นหน่วยลงทุน คล้ายๆกับหุ้น เช่น กองทุนมูลค่า 1 ร้อยล้าน แบ่งขายหน่วยลงทุนเป็น 10 ล้านหน่วย ราคาขายหน่วยละ 10 บาท เมื่อผู้จัดการกองทุนนำเงินนี้ไปทำให้งอกเงยได้กำไรมาก มูลค่ารวมของกองทุนหรือหน่วยลงทุนก็สูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อครบสัญญา ผู้จัดการก็จะขายกองทุนเพื่อเอาเงินต้นและดอกเบี้ยมาแบ่งจ่ายให้ผู้ลงทุนตามข้อตกลงและสัดส่วนการถือครอง การจ่ายผลตอบแทนก็มีทั้งแบบที่ทยอยจ่ายเป็นงวดตามไตรมาส หรือ จ่ายตอนครบกำหนดทีเดียวพร้อมดอกเบี้ย เราสามารถซื้อกองทุนได้จากบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่างๆ มีให้เลือกทั้งกองทุนเปิดและกองทุนปิด กองทุนเปิดหมายถึงเราสามารถซื้อขายได้ตลอด คล้ายกับหุ้น แต่ความเสี่ยงคือการเปิดให้ขายได้ตลอดนี้ อาจทำให้กองทุนเจ๊งได้ง่ายหากมีข่าวร้ายและนักลงทุนพร้อมใจกันขายก่อนครบกำหนด กองทุนนั้นก็จะไม่มีเงินเหลือพอสำหรับใช้ลงทุนต่อ ส่วนกองทุนปิดจะไม่มีปัญหานี้ เพราะไม่ค่อยยอมให้ขายก่อนครบกำหนด แต่ข้อเสียคือ ถ้ากองทุนนั้นเกิดขาดทุนหรือหุ้นตก ผู้ลงทุนก็ต้องทนเสี่ยงรอลุ้นไป เพราะถอนเงินออกมาก่อนไม่ได้

การใช้เงินทำงานแบบที่สามซึ่งได้รับความนิยมสูงสุดเมื่อเทียบกับแบบอื่นๆ การคือการลงทุนในตราสารทุน หรือในตลาดหุ้น โดยสถิติแล้วจะได้ผลตอบแทนอัตราสูงสุด แต่มีความเสี่ยงมากที่สุด หลักการคือผู้ลงทุนเลือกตัดสินใจเองว่า จะเลือกเอาเงินที่มีไปร่วมลงทุนกับธุรกิจไหนในตลาดหลักทรัพย์ที่ดูน่าไว้วางใจ และมีแนวโน้มว่าเจ้าของจะบริหารธุรกิจเก่ง ทำให้เราซึ่งถือหุ้นในฐานะผู้ร่วมเป็นเจ้าของบริษัทส่วนหนึ่งพลอยได้กำไรไปด้วย โดยเมื่อดูงบประมาณรายรับรายจ่ายในแต่ละไตรมาสหรือแต่ละปีแล้ว ถ้าบริษัทมีกำไร ก็ต้องเอากำไรที่ได้มาแบ่งจ่ายให้ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนที่เหมาะสม

นอกจากนี้ผู้ถือหุ้นยังสามารถขายหุ้นเพื่อทำกำไรเมื่อเห็นว่าราคาขึ้นไปสูงมากๆ หรือซื้อหุ้นของบริษัทดีๆเพิ่มในช่วงที่ราคาลดต่ำลงก็ได้ แต่ความเสี่ยงก็มาก ผู้ลงทุนต้องเป็นคนทำหน้าที่พิจารณาการลงทุนเอง ต่างกับการซื้อกองทุนรวมที่มีมืออาชีพเป็นผู้ทำหน้าที่หาข้อมูลและตัดสินใจซื้อขายให้

แม้ว่าปัจจุบันตลาดหุ้นเป็นช่องทางการลงทุนที่มีคนสนใจมากที่สุด แต่กลับเป็นหนึ่งในช่องทางที่คนขาดทุนมากที่สุดเหมือนกัน เพราะมีทัศนะที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการลงทุนในหุ้น มองว่าเป็นเหมือนการพนันเสี่ยงโชคเสี่ยงดวง ไม่หาข้อมูลทางธุรกิจมาพิจารณาก่อนการซื้อขาย มุ่งแต่ไล่ซื้อไล่ขายตามกระแสตลาด แต่ในทางตรงกันข้าม หากผู้ลงทุนพิจารณาหาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนก่อนเลือกลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพ ผู้บริหารมีธรรมาภิบาล ลงทุนในจังหวะที่ดี ช่วงเวลาที่ธุรกิจนั้นๆ มีแนวโน้มเป็นขาขึ้น อ่านงบดุลและศึกษาธุรกิจของบริษัทแล้วเห็นว่ามีกำไรชัดเจนทั้งในปัจจุบันและมีแนวโน้มจะดียิ่งขึ้นไปในอนาคต  โอกาสที่จะทำกำไรด้วยหุ้นจากเงินปันผล ได้เปอร์เซ็นต์สูงกว่าเงินเฟ้อหรือสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากหลายเท่า ก็ไม่ใช่เรื่องยาก การลงทุนในหุ้นเหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้สูง มีความรู้ความสามารถในการติดตามข่าวสารข้อมูลด้วยตัวเองอย่างใกล้ชิด

ถึงจะไม่มีใครผ่านหลักสูตรการบริหารเงินให้ร่ำรวย แต่สมัยนี้มีช่องทางหาความรู้มากมายกว่าแต่ก่อนหลายเท่า และมีผลิตภัณฑ์การเงินใหม่ๆ ที่น่าสนใจมาเป็นตัวเลือกให้เราเยอะแยะ เพียงลองเปิดหูเปิดตาและเปิดใจให้กับการลงทุนที่เหมาะกับตัวเรา ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้พบกับความมั่งคั่งในสไตล์ของเราได้ไม่ยาก

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับพฤศจิกายนม 2556

You may also like...