เลือกหุ้นตัวไหนดี เลือกหุ้นก็เหมือนเลือกคู่

money-grows

ผู้หญิงฉลาดมักชอบผู้ชายที่ดี รักผู้ชายที่เลว แต่แต่งงานกับผู้ชายที่รวย

คำถามที่นักลงทุนทั้งมือเก่ามือใหม่ต่างพากันหาคำตอบมานานแสนนานคือ จะเลือกซื้อหุ้นตัวไหนดี ซึ่งมีคำตอบพื้นฐานที่ง่ายจนน่าหมั่นไส้และตอบได้ทันทีโดยไม่ต้องคิดก็คือ จงเลือกซื้อหุ้นของบริษัทที่มีกำไร แต่เชื่อหรือไม่ว่า สิ่งที่ฟังดูง่ายๆนี้ เป็นสิ่งที่นักลงทุนจำนวนไม่น้อยไม่ยอมทำ หรือทำไม่ได้ ที่สุดก็กลายเป็นแมงเม่าตายกันเกลื่อน

แม้จะมีข้อมูลความรู้มากมายที่บอกว่า การพิจารณาเลือกซื้อหุ้นที่ดีมีกำไรนั้นจะต้องดูจากอะไรบ้าง เช่น อัตราส่วนกำไรสุทธิต่อทุน อัตราส่วนระหว่างหนี้ต่อสินทรัพย์ ผลประกอบการ การเติบโตของราคาหุ้น ฯลฯ  แต่พอเอาเข้าจริงๆ กลับมีคนเลือกหุ้นด้วยความรู้สึกมากกว่าการใช้หลักเกณฑ์ อันเป็นผลมาจากอคติส่วนตัว ความชอบ บ้างก็จากการโฆษณาชวนเชื่อ บางคนซื้อหุ้นตามหมอดูแนะนำ เช่น ดวงแบบนี้น่าจะเหมาะกับของเหลว ดวงแบบนี้น่าจะเหมาะกับการเกษตร บางคนหลับหูหลับตาซื้อตามพ่อแม่หรือคนรู้จัก บางคนซื้อหุ้นไปตามนักวิเคราะห์พูดในแต่ละวัน หลายคนชอบหุ้นผีบอกหรือแบบมีพรายกระซิบ ทำนองว่ารู้ข่าววงในมาจากเซียนหรือเจ้ามือหุ้นปั่น แว่วๆมาว่าเขาจะลากทำราคาขึ้นในวันนั้นวันนี้ ให้รีบเกาะซื้อโดยด่วน ช้าไปอาจตกรถเสียใจไม่รู้ด้วย เสียงกระซิบเหล่านี้มักจะดังน่าเชื่อถือกว่าเสียงตะโกน

eq

ดังที่ผู้เขียนเคยพูดปากเปียกปากแฉะมาแล้วในตอนก่อนๆว่า การจะเริ่มทำสิ่งใดควรจะเริ่มต้นด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน แล้วจึงค่อยมาคิดหาทางทำให้ได้ตามเป้า การเลือกซื้อหุ้นก็เช่นกัน เริ่มต้นด้วยการถามใจตัวเองดีๆว่าเป้าหมายการลงทุนของเราคืออะไร แน่นอนว่าคำตอบก็คือ ‘กำไร’ แต่ประเด็นคือ เราต้องการกำไรแบบไหน ถ้าเป็นกำไรจากการซื้อขายระยะสั้น ก็ใช้วิธีเลือกหุ้นแบบหนึ่ง แต่ถ้าเป็นกำไรจากการเป็นเจ้าของธุรกิจ ก็ใช้วิธีเลือกหุ้นอีกแบบหนึ่ง ทั้งสองรูปแบบมีวิธีคิดและมุมมองที่ต่างกัน และเหมาะกับสถานการณ์ต่างกัน

การเลือกหุ้นเพื่อเก็งกำไรในระยะสั้นแบบที่ไม่หวาดเสียวจนเกินไป นิยมกันมากในสถานการณ์ที่ตลาดเป็นขาขึ้น โดยเกาะกระแสที่หุ้นขึ้นไปตามแรงซื้อที่คาดว่าราคาในอนาคตสั้นๆน่าจะสูงขึ้นกว่าในปัจจุบัน แม้จะซื้อราคาที่ค่อนข้างสูงเมื่อดูจากปัจจัยประกอบอื่นๆ แต่หากตลาดยังมีแรงซื้อเข้ามามาก โอกาสที่ราคาจะไปต่อได้อีกก็ยังมี เช่น ในภาวะที่เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทยเยอะๆ มีข่าวดีจากตัวเลขเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจ หรืออยู่ในช่วงเศรษฐกิจของประเทศกำลังเปลี่ยนจากขาลงเป็นขาขึ้นเพราะนโยบายทางการเงินการคลัง สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน แต่เมื่อหุ้นขึ้นได้กำไรแล้วก็ต้องรีบขาย เพราะถ้าหุ้นขึ้นแรงได้ก็อาจลงแรงได้เหมือนกัน แต่ถ้าเป็นช่วงที่ประเทศเกิดภัยพิบัติ มีศึกสงคราม มีปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจถดถอย นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ต่างชาติเทขายหุ้นหอบเงินไปลงทุนในตลาดอื่น สถานการณ์แบบนี้ไม่เหมาะกับการเล่นหุ้นเก็งกำไร เพราะแนวโน้มราคาหุ้น หรือดัชนีหุ้นมีแต่จะร่วงลง

แต่ถ้าเป้าหมายของการซื้อหุ้นของคุณคือการลงทุนระยะยาว ในฐานะหุ้นส่วนหนึ่งของบริษัทที่คุณเชื่อถือว่าเขาน่าจะบริหารธุรกิจให้เติบโตไปได้ดี คุณมีโอกาสได้รับส่วนแบ่งผลประโยชน์จากกำไรของบริษัทในอัตราส่วนที่เป็นธรรม เป็นอัตราที่คุณพึงพอใจทั้งในวันนี้และวันหน้า เป็นบริษัทที่คุณเข้าใจในรูปแบบการทำธุรกิจของเขาจริงๆ อาจถึงขั้นรู้ข้อมูลผู้บริหารว่าเคยมีความสำเร็จอะไรมาแล้วบ้าง มีนโยบายที่ดีสำหรับอนาคตอย่างไร ต่อให้เขายังไม่กำไรในวันนี้ แต่คุณพิจารณาด้วยปัจจัยที่เป็นเหตุเป็นผลแล้ว เขาน่าจะไปได้สวยแน่ๆในอนาคต คุณก็กล้าที่จะฝากเงินไปร่วมลงทุนกับเขา และหายใจเข้าออกด้วยความภาคภูมิใจที่ได้ร่วมเป็นเจ้าของกิจการ รอคอยที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จที่ยั่งยืนของบริษัทตราบจนชั่วลูกชั่วหลาน แม้ว่าจะไม่มีใครตอบได้จริงๆว่า สถานการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับการเลือกลงทุนในหุ้นด้วยเป้าหมายแบบที่สองนี้คือตอนไหน และผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็แนะนำว่า ถ้าเป็นหุ้นของบริษัทที่คุณพิจารณาแล้วว่า ‘ดีแน่ๆ’ จะซื้อเมื่อไรก็ไม่คงไม่เสียหาย แต่ถ้านักลงทุนจับจังหวะเก่ง สามารถซื้อได้ในช่วงที่ราคาย่อลง เพราะปัจจัยภายนอกบางอย่าง (ซึ่งไม่ได้เป็นเพราะธุรกิจนั้นแย่ลง หรือได้รับผลกระทบรุนแรงจากวิกฤต จนมีแนวโน้มจะไปไม่รอด จนอาจทำให้กลายเป็นบริษัทที่ไม่มีอนาคต) ก็จะทำให้เราได้ของดีในราคาถูก

เมื่อตลาดฟื้นตัว หรือหายจากภาวะแตกตื่นเทกระจาดแล้ว ราคาหุ้นก็กลับมาเป็นปกติ และบริษัทก็ยังเติบโตต่อไปได้ดี ดูได้จากกลุ่มนักลงทุนใจเย็นที่เรียกว่า Value Investors พวกนี้จะลงทุนหุ้นแบบระยะยาวไม่ซื้อไม่ขายบ่อย เขาซื้อเมื่อราคาถูกสุดๆจริงๆ และขายเมื่อราคาแพงได้ใจจริงๆ หรือแทบไม่ขายเลย นั่งกินปันผลอย่างเดียว พวกนี้จะจ้องซื้อเมื่อเกิดวิกฤตทำให้ราคาหุ้นดีๆต่ำลงมาก แต่พิจารณาแล้วว่าสถานการณ์จะมีโอกาสฟื้นตัวกลับมาได้มากกว่าเดิมหลายเท่าในอนาคต ไม่หวั่นไหวกับความผันผวนรายวัน

ยิ่งถ้าคุณเป็นคนธัมมะธัมโมสักหน่อย และเคยจำได้ว่า ธรรมะแห่งความสำเร็จในศาสนาพุทธคือ ‘อิทธิบาท4’ อันประกอบด้วย ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา คุณย่อมรู้ว่าปัจจัยประการแรกในการทำการใดให้ประสบผลสำเร็จเริ่มที่ ‘ฉันทะ’ คือมีใจรัก พูดเป็นภาษาฝรั่งก็คือมี passion หรือมีความลุ่มหลงในสิ่งนั้นเป็นพื้นฐาน ความรักความสนใจจะทำให้คุณใฝ่ศึกษาหาความรู้ คอยติดตามความเคลื่อนไหวในธุรกิจอย่างใกล้ชิด อาจเป็นธุรกิจที่คุณชอบคิดอยากจะทำ หรือเป็นธุรกิจที่คุณต้องซื้อสินค้าหรือบริการของเขาบ่อยๆ เข้าออกวนเวียนเป็นลูกค้าอยู่ในธุรกิจนั้นเป็นประจำ จนเห็นว่าเขามีลูกค้ามากมาย ท่าทางจะมีกำไรแน่ มีการบริหารจัดการที่ดี มีการรักษาคุณภาพและชื่อเสียง หรือมีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง นอกจากนี้ ยังเป็นธุรกิจประเภทที่มีสินทรัพย์แบบจับต้องได้ มูลค่าของสินทรัพย์เติบโตตลอด เช่น มีที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง แม้บางช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี กำไรในธุรกิจอาจลดลงบ้าง แต่มูลค่าธุรกิจโดยเฉพาะมูลค่าสินทรัพย์ไม่เคยลดลงมีแต่จะเพิ่มขึ้น ต่อให้เกิดเหตุเลวร้ายที่สุดจนถึงขั้นต้องนำสินทรัพย์มาขายทอดตลาดก็ยังได้ราคาสูง

แม้ว่าหุ้นของธุรกิจเหล่านี้อาจไม่หวือหวาหรือมีสภาพคล่องไม่สูงนักเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นๆ แต่เป็นหุ้นที่เปรียบได้กับช้างเผือกหรือเพชรในตม คนที่จะมีความรู้พอจะลงทุนหรือติดตามลงทุนในหุ้นประเภทนี้ก็คือคนที่มีความสนใจเป็นพิเศษ มีใจรัก หรือมี passion ในธุรกิจนั้นนั่นเอง

สมมุติว่าคุณชอบท่องเที่ยวเดินทาง ชอบพักโรงแรม กินข้าวฟังเพลงตามโรงแรม ชื่นชอบธุรกิจโรงแรมมาก ถึงขนาดฝันอยากเป็นเจ้าของโรงแรมหรูๆ แต่อีกใจหนึ่งไม่อยากเหนื่อยเอง แทนที่คุณจะเริ่มต้นด้วยการซื้อที่ดินมาสร้างโรงแรม บริหารเอง ดูแลเองแล้วก็มานั่งลุ้นเองว่าจะไปรอดหรือไม่รอด คุณก็เปลี่ยนมาซื้อหุ้นโรงแรมห้าดาวสักแห่งที่คุณชอบจริงๆซึ่งดูแล้วว่า กิจการเขาไปได้สวย มีกำไรตลอด ปันผลดี มีทรัพย์สินเยอะ มีที่ดินในทำเลดีๆ มีตึกสวยๆ ชื่อเสียงดีในระดับสากล ฯลฯ คุณก็จะมีฐานะเป็นเจ้าของโรงแรมหรูทันทีโดยไม่ต้องเสียเหงื่อไปการบริหารจัดการเอง

หุ้นกิจการโรงแรมชื่อดังบางเครือนั้นสภาพคล่องต่ำมาก เพราะแทบไม่มีคนยอมขาย แต่ความต้องการซื้อมีเรื่อยๆ ราคาจึงพุ่งขึ้นตลอด มีปันผลทุกปี คนที่ศึกษาข้อมูลธุรกิจประเภทนี้จริงจังย่อมรู้ว่า มูลค่าสินทรัพย์ของกิจการโรงแรมนั้นมหาศาลและเติบโตไม่เคยหยุดนิ่ง ตรงกันข้ามกับบางธุรกิจ เช่น สื่อ หรือสิ่งพิมพ์ ซึ่งมีแต่สินทรัพย์ที่ด้อยค่าลงทุกวัน แต่ต้นทุนประกอบการกลับสูงขึ้น แนวโน้มผลกำไรก็ถดถอย สมมุติว่าคุณเป็นคนที่ทำงานเกี่ยวกับหนังสือ และมองเห็นชัดว่าธุรกิจนี้กำลังเป็นขาลง ความเข้าใจในธุรกิจสิ่งพิมพ์ก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้คุณถอยห่างจากการลงทุนในธุรกิจนี้เช่นกัน การเลือกลงทุนในหุ้นโดยมีความสนใจในธุรกิจเป็นพื้นฐานจะช่วยให้เราเข้าใจในธรรมชาติของธุรกิจ และตัดสินใจได้ไม่พลาด

ทั้งนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกหากหุ้นที่เราชอบ กับหุ้นที่ดีมีกำไรยั่งยืน อาจจะเป็นคนละตัวกัน  คุณคงเคยได้ยินว่า ผู้ชายที่ผู้หญิงรักอาจไม่ใช่ผู้ชายที่เจ้าหล่อนแต่งงานด้วย เพราะผู้หญิงฉลาดมักชอบผู้ชายที่ดี รักผู้ชายที่เลว แต่แต่งงานกับผู้ชายที่รวย การเลือกซื้อหุ้นก็ไม่แตกต่าง

นักลงทุนที่ฉลาดจึงมักเก็บ ‘ความรัก’ ที่ไร้เหตุผลเอาไว้ในส่วนลึกในหัวใจ แล้วใช้ ‘สมอง’ เลือกลงทุนในสิ่งที่ได้ผลตอบแทนสูงสุดเท่านั้น

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับมีนาคม 2557

You may also like...