กล้าเมื่อคนอื่นกลัว

จริงหรือไม่ที่ เขาว่า…จะเล่นหุ้น…ต้องกล้าเมื่อคนอื่นกลัว ???

การลงทุนเป็นเรื่องที่ต้องเตรียมทั้งเงินทุน ความรู้ และมีการป้องกันความเสี่ยงมาแล้วเป็นอย่างดี คนที่เตรียมแล้วถึงตอนนี้ก็คงอยากกระโจนลงสนาม โดยเฉพาะการลงทุนในหุ้น ที่ดูเหมือนว่าใครก็อาจจะร่ำรวยเป็นเศรษฐีกันได้ง่ายๆ ถ้าเล่นหุ้นเป็น เดินเข้าร้านหนังสือก็เห็นหนังสือฮาวทูประเภทสอนให้รวยหุ้นในสามวันเจ็ดวันขายเกลื่อน

แต่เพราะตลาดหุ้นเปรียบได้กับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ที่มีทั้งความสวยงามและความโหดร้ายแปรปรวน คนที่นั่งมองเล่นอยู่บนหาดทรายอาจเห็นภาพอย่างหนึ่ง คนที่ล่องเรืออยู่กลางมหาสมุทรด้วยน้ำมันเต็มถัง ก็เห็นภาพอย่างหนึ่ง ส่วนคนที่เรือแตกลอยคออยู่อย่างสิ้นหวัง หมดแรงกลับไม่ได้ไปไม่ถึงก็เห็นอีกอย่างหนึ่ง

ตลาดหุ้นนั้นอ่อนไหวกับข่าวสารและสถานการณ์มาก ไม่ต้องไปดูไหนไกล เอาแค่ตลาดหุ้นบ้านเราที่ปรับตัวรุนแรง ดัชนีลดลงมาฮวบฮาบเพราะการเมืองไม่นิ่ง กะอีแค่มีคนปิดถนนจัดคอนเสิร์ต หรือมีคนเป่านกหวีดปรี๊ดปร๊าด คนที่เคยมีเงินในหุ้นร้อยล้าน พลันหายวับเหลือเพียงห้าสิบล้าน

ตลาดหุ้นมีเวทมนตร์เปลี่ยนเศรษฐีใหญ่กลายเป็นเศรษฐีเล็ก และเศรษฐีเล็กกลายเป็นยาจกได้ภายในไม่กี่วัน ตำราสอนเล่นหุ้นมักบอกว่า ช่วงเวลาที่ดีสำหรับการลงทุนคือตอนที่เกิดวิกฤตหนัก เราควรจะ ‘กล้าในตอนที่คนอื่นกลัว’ แต่ในความเป็นจริงของมนุษย์คือ เมื่อเราเห็นคนอื่นกลัว เรามักกลัวยิ่งกว่า ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ต้นเหตุของสิ่งที่น่ากลัวคืออะไร บ่อยครั้งที่ ‘ความกลัว’ มีอำนาจมากกว่า ‘สิ่งที่น่ากลัว’ จริงๆเสียอีก

จังหวะของการเลือกลงทุนในหุ้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับความกลัวหรือความกล้าแต่เป็นเรื่องของเหตุผล ราคาหุ้นที่ปรับตัวรุนแรงตามสถานการณ์ ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการเก็งกำไรของกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และแรงซื้อขายของผู้ลงทุนรายย่อยมากกว่าการปรับตัวโดยพื้นฐานของธุรกิจ การที่ธุรกิจใดจะขึ้นหรือลง ไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้น สมมุติว่ามีหุ้นของบริษัทที่ทำธุรกิจร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ของประเทศเจ้าหนึ่ง เป็นบริษัทที่มีความมั่นคง ร้านค้าของเขาที่เปิดอยู่ทั่วทุกหัวระแหงก็ดูจะขายดิบขายดี รวมถึงบริษัทเจ้าของห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ๆ ซึ่งตัวเลขผลประกอบการที่ผ่านมามีกำไรตลอด ราคาหุ้นในอดีตแม้ไม่หวือหวาแต่ก็ขยับตัวขึ้นสม่ำเสมอ อยู่มาวันหนึ่ง เกิดเหตุที่ทำให้คนทั่วประเทศตกอกตกใจขายหุ้นทิ้งกันใหญ่ ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทดังกล่าวพลอยตกลงไป ทั้งที่บริษัทก็ยังโอเค คนที่เคยคิดจะเข้าซื้อหุ้นตัวนั้น ส่วนใหญ่ก็คงเกิดอาการตกใจและรีรอว่าถ้าซื้อแล้ว ราคาหุ้นจะตกลงไปอีก คนที่ถืออยู่หลายคนก็ยอมขายขาดทุน

มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ถึงความแข็งแกร่งของบริษัท หรือพอจะคาดเดาได้ว่าในอนาคตบริษัทจะยังมีความสามารถในการทำกำไรต่อไปได้มากแค่ไหน คนที่รู้ข้อเท็จจริงนี้ซึ่งมีเพียงไม่กี่คน และเป็นคนที่มีเงินมาก ก็จะเริ่มเข้าเก็บหุ้น เพราะถ้าสังเกตดูว่าเวลาที่มีการเทขายหุ้นโครมๆ จนราคาลงมาต่ำเตี้ยก็จะมีคนรอรับซื้อเสมอ นั่นหมายถึงว่าหุ้นตัวนั้นยังเป็นที่ต้องการและมีคนพร้อมซื้อเก็บไว้ในราคาถูก ซึ่งถ้าสืบกันดีๆ ส่วนมากก็จะเป็นคนใกล้ชิดกับธุรกิจ เข้าใจทิศทางธุรกิจ และเห็นโอกาสที่จะได้ประโยชน์ในระยะยาวนั่นเอง ส่วนคนอื่นๆที่ขี้ตกใจ ก็ขาดทุนกันไปตามระเบียบ

สภาวะตื่นตกใจแบบนี้เป็นเรื่องปกติ แต่สำหรับคนที่เตรียมเงินพร้อมหาจังหวะลงทุน ถือเป็นโอกาสเหมาะที่จะมองหาของดีราคาถูก และมองหาหุ้นดีของบริษัทที่มั่นคงซึ่งมีอนาคตที่จะเติบโตในระยะยาว เพราะสถานการณ์ร้ายๆที่ผ่านเข้ามา ไม่เพียงแต่จะเป็นเครื่องคัดกรองเอาธุรกิจที่ ‘อ่อนไหวง่าย’ ออกไปจากสายตา แต่ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ความสามารถในการจัดการธุรกิจของผู้บริหารว่า จะสามารถยืนหยัดและนำพาบริษัทดีๆ ให้ผ่านพ้นวิกฤตไปอย่างปลอดภัยได้หรือไม่

การลงทุนในหุ้นที่เห็นกันชัดๆแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง แนวทางแรกคือการลงทุนระยะสั้น มุ่งเก็งกำไรจากการซื้อถูกขายแพง แนวทางที่สองคือการลงทุนระยะยาว หรือการร่วมลงทุนไปกับบริษัทที่น่าเชื่อถือเพื่อรับผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลจากกำไรจากการทำธุรกิจ ในที่นี้ขอก้าวข้ามแนวทางการเล่นหุ้นเก็งกำไรไปก่อน และกล่าวถึงการลงทุนระยะยาวในธุรกิจเป็นสำคัญ

การพิจารณาว่าธุรกิจใดน่าลงทุนระยะยาวหรือไม่นั้น มีหลักเกณฑ์ทางเทคนิคมากมาย เกณฑ์แบบบ้านๆสำหรับมือใหม่ที่อยากลงทุนระยะยาวเพื่อกินปันผล ก็เช่น การพิจารณาจากค่า P/E ซึ่งหมายถึง สัดส่วนของราคาหุ้นหารด้วยกำไรสุทธิต่อหุ้นใน 1 ปี พูดง่ายๆสำหรับคนที่ใช้เกณฑ์นี้ตัดสินใจก็คือ ถ้าตัวเลขกำไรสุทธิมากๆที่นำไปเป็นตัวหารจากราคาหุ้นแล้วได้ผลลัพทธ์เป็นตัวเลขออกมาน้อย เรียกว่า P/E ต่ำ (ค่าP/E เขาเรียกเป็นเท่า เช่น 1 เท่า 3 เท่า หรือ 15 เท่า)  หุ้นตัวนั้นก็ ‘อาจจะ’ เป็นหุ้นถูกและดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว ค่า P/E หรือค่าอะไรก็ตามเพียงอย่างเดียว ก็ไม่สามารถการันตีได้ว่า บริษัทไหนดีหรือไม่ดีได้จริง เพราะหุ้นบางตัวเป็นหุ้นของบริษัทที่กำลังเติบโต ซึ่งใครๆมองเห็นว่ามีอนาคตในการขยายตัวทางธุรกิจ หรืออาจมีผลประกอบการที่ดีมากในอนาคต ความต้องการในหุ้นของบริษัทนั้นจึงมีมาก ก็ทำให้ราคาหุ้นในตลาดสูง (P) ขึ้นไป แต่เมื่อเทียบกับตัวเลขกำไรสุทธิ (E) ของปีที่ผ่านมา อาจมีกำไรยังไม่มาก เมื่อนำมาคำนวณค่า P/E แล้ว ได้ผลลัพธ์ออกมาสูงหลายเท่า ก็ไม่ได้แปลว่า หุ้นของบริษัทนั้นๆไม่ดีหรือไม่น่าลงทุน

ใครที่จะเอาดีด้วยการคำนวณค่าต่างๆเหล่านี้ คงต้องศึกษาให้มากที่สุด แต่เชื่อมากไม่ได้ เพราะหุ้นไม่ใช่ปฏิกริยาทางเคมี ที่จะสามารถควบคุมทุกตัวแปรในสมการให้ได้ผลคงที่เสมอ มีตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้อยู่เพียบ ไม่งั้นคนเล่นหุ้นคงรวยกันหมด

การเปิดพอร์ตหุ้นสมัยนี้ ง่ายพอๆกับการเปิดบัญชีธนาคารหรือทำบัตรเครดิต คำกล่าวที่ว่า คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น ดูจะหมดสมัยไปเสียแล้ว เพราะเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้คนเข้าถึงข้อมูล และมีโอกาสในการลงทุนมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงินก้อนโต แม้แต่ลูกชายวัย 8 ขวบ กับลูกสาววัย 14 ขวบของผู้เขียนเองก็ยังฝากเงินแต๊ะเอียก้อนเล็กก้อนน้อยมาให้ช่วยซื้อหุ้นสื่อสารและหุ้นบริษัทรถไฟฟ้าแทนการฝากออมสิน เพราะเด็กแปดขวบที่ติดสมาร์ทโฟน ชอบเล่นเกม ก็วิเคราะห์ไปตามประสาเด็กว่า ใครๆก็ต้องมีโทรศัพท์ ถ้าซื้อหุ้นบริษัทสื่อสาร ระยะยาวก็น่าจะมีกำไรดี ส่วนลูกสาววัยรุ่นขึ้นรถไฟฟ้าเบียดแน่นทุกวันก็มองว่า รถมีเท่าเดิม ถ้าคนยิ่งแน่น บริษัทรถไฟฟ้าน่าจะยิ่งได้สตางค์มาก แม้เด็กๆจะไม่ได้ศึกษาเรื่องการลงทุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน แต่วิธีคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเองอย่างเป็นเหตุเป็นผล ก็เป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดของการเริ่มต้นลงทุน

ปัจจุบันเด็กสองคนนี้ก็ได้เงินปันผลกรุบกริบปีละประมาณ 10% ของเงินลงทุน และไม่เคยบ่นหรือทำหน้าบึ้งหน้างออีกเลยเมื่อต้องเบียดคนแน่นๆในรถไฟฟ้าตอนกลับจากโรงเรียน พอเขาปิดถนน โรงเรียนหยุด หุ้นตก ก็แคะกระปุกขอฝากซื้อหุ้นเพิ่มเพื่อรอกินปันผล ไม่หวั่นกลัวเรื่องราคาขาย เพราะกะถือยาว เด็กรู้น้อยก็มีเรื่องให้กลัวน้อย

สิ่งที่นักลงทุนระยะยาวน่าจะห่วง ไม่ใช่เรื่องหุ้นตกในยามวิกฤต แต่น่าจะกลัวธุรกิจไม่เติบโต หรือธุรกิจเจ๊ง ซึ่งมีเหตุปัจจัยทั้งภายนอกและภายใน ปัจจัยภายนอกส่วนมากเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ เช่น สถานการณ์การเมือง ภัยธรรมชาติ ซึ่งไม่น่ากลัวเท่าปัจจัยภายใน คือประสิทธิภาพในการจัดการธุรกิจของผู้บริหาร ผู้ลงทุนควรติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวและศึกษาข้อมูลตัวเลขงบดุลต่างๆของบริษัทที่เราลงทุนอย่างใกล้ชิด หาเวลาไปประชุมผู้ถือหุ้น รับฟังทิศทางและวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร รับทราบสถานการณ์ธุรกิจ ออกเยี่ยมชมกิจการบ้างถ้ามีโอกาส ทำความเข้าใจและจับตามองเหมือนกับเป็นธุรกิจของเราเอง

สำหรับนักลงทุนที่นิยมการเล่นหุ้นแบบเก็งกำไรระยะสั้น ช่วงที่ตลาดปรับตัวลงรุนแรง ก็มักลุ้นให้ถึงจุดต่ำสุดเร็วๆ จะได้เป็นจุดเปลี่ยน เผื่อหุ้นเด้งกลับสำหรับทำกำไร โดยขยันหากราฟและข้อมูลทางเทคนิคมาทำนายกันอย่างเอาเป็นเอาตาย

ส่วนใครที่อยากลงทุนในหุ้นแต่ไม่มีเวลาติดตามใกล้ชิด ก็อาจฝากฝีฝากไข้ไว้กับกองทุน ให้มืออาชีพเขาช่วยดูแล โดยไม่ลืมศึกษาข้อมูลด้วยตัวเองควบคู่กันไปด้วย เผื่อวันดีคืนดี กองทุนเขาจะพากันไปล่มทั้งลำกลางทะเลน้ำแข็งเหมือนเรือไททานิค จะได้ไหวตัวก่อนและกระโดดน้ำหนีทัน เพราะเราควรจะมีสิทธิ์เลือกว่า จะพึ่งความกล้าและสติปัญญาของคนอื่นหรือความกล้าและปัญญาของตัวเองในการมีชีวิตรอด

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับกุมภาพันธ์ 2557

You may also like...