อุปนิสัย 10 ประการของมนุษย์สายพันธุ์รวย

money-growsfaeture016

วิเคราะห์ทัศนคติ พัฒนารสนิยม ในการลงทุนและการใช้ชีวิต เพื่อจะได้เสริมจุดดีและกำจัดจุดด้อย

ในโลกที่ไม่เท่าเทียม คนไม่รวยหลายคนเชื่อว่าเหตุผลที่เขาต้องเป็นคนยากจนเป็นเพราะเลือกเกิดไม่ได้ ทำบุญมาน้อยจึงไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองเกิดมาเป็นลูกเศรษฐี บ้างก็ว่าชีวิตไม่มีโอกาส บางคนถึงกับกล่าวหาว่า เหตุผลที่เขายากจน เป็นเพราะโดนคนรวยกว่า-ฉลาดกว่ามาแย่งสิ่งดีๆในชีวิตไปหมด ลองเอาเงินกับโอกาสมาหยิบยื่นให้เขาดูสิ เขาจะสร้างความรวยให้ดู

แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มีความเชื่อว่า พฤติกรรมที่จะนำไปสู่ความร่ำรวยหรือยากจนเป็นเรื่องของ ‘อุปนิสัย’ ซึ่งเมื่อทำบ่อยๆครั้งเข้าก็จะพัฒนากลายเป็นลักษณะสันดานปลูกฝังเข้าไปลึกถึงระดับพันธุกรรม ดุจเดียวกับความเชื่อที่ว่า ยีราฟตัวแรกของโลกอาจเคยมีคอสั้น แต่ด้วยนิสัยที่ไม่เคยพอใจอาหารจากต้นไม้เตี้ย มันจึงพยายามยืดคอหายอดไม้สูงๆกินอยู่เรื่อยจนทำให้คอยาว และนิสัยนี้ก็ถ่ายทอดมาสู่ยีราฟรุ่นลูกหลาน ซึ่งฟังแล้วอาจขัดกับความเชื่อทางศาสนาคริสต์ที่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างยีราฟมาให้คอยาวตั้งแต่ต้น แต่อาจจะพอไปกันได้สำหรับศาสนาพุทธที่เชื่อว่า เรามีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์

สำหรับศาสนาที่นับถือเงินเป็นพระเจ้านั้นเชื่อว่า ถ้าเอาเงินทั้งโลกมาแบ่งให้ทุกคนเท่าๆกัน ในที่สุด เงินส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดก็จะไหลกลับไปเข้ากระเป๋าคนรวยอยู่ดี

หากเอาผู้คนทุกประเทศมารวมกันแล้วจัดแบ่งกลุ่มเสียใหม่ตามสถานะความมั่งคั่ง นักเศรษฐศาสตร์อาจมองเห็นมนุษย์ออกเป็น 3 เผ่า คือ เผ่าคนรวย เผ่าคนชั้นกลาง และเผ่าคนจน คล้ายกับที่นักสังคมวิทยาอาจมองมนุษย์เป็น 3 ชนชั้น คือ ชนชั้นสูง ชนชั้นกลาง และชนชั้นล่าง

มนุษย์ในแต่ละเผ่าอาจมีความแตกต่างกันที่เชื้อชาติ ผิวพรรณ หน้าตา แต่สิ่งที่ทำให้สามารถจับมารวมเป็นเผ่าเดียวกันได้คือสถานะทางเศรษฐกิจที่ถูกกำหนดขึ้นโดยอุปนิสัยใจคอ แม้ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อว่า อุปนิสัยของมนุษย์สายพันธุ์รวยจากทุกชาติทุกภาษานั้นคล้ายกันมาก จนสรุปออกมาได้เป็นหลักการ 10 ข้อ ที่หากเราตั้งใจจริงแล้วก็สามารถปรับปรุงตัวเองให้มีอุปนิสัยของคนรวยได้ไม่ยาก

อุปนิสัยสู่ความรวยเริ่มต้นที่ การรู้จักตัวเองและเคารพตัวเอง คนจะรวยย่อมรู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนจุดแข็งตรงไหน จะได้นำจุดแข็งมาใช้ให้เป็นประโยชน์ แก้จุดอ่อนให้หมดไป และรู้ว่าตัวเองต้องการสิ่งใดก็มุ่งทำเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา การเคารพความคิดเห็นของตัวเอง จะทำให้ไม่เสียเวลาในชีวิตไปกับการเห่อตามความต้องการหรือความเห็นของคนอื่น ยกตัวอย่างเช่น ถ้าความฝันของเราคือการมีเกาะส่วนตัว เราก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปหาเงินซื้อแหวนเพชรที่เราไม่อยากได้ (แต่คนอื่นเห็นว่าดี) มาสวมให้เกะกะและเสียจังหวะไปเปล่าๆ

คนรวยสนุกกับการหาความรู้เพิ่มเติม  เพราะสติปัญญาและความรู้เป็นทรัพยากรขั้นพื้นฐานที่สุดสู่ความมั่งคั่ง อีกทั้งยังเป็นสิ่งเพิ่มพูนอำนาจในการตัดสินใจอย่างเฉียบคม ก่อให้เกิดความสำเร็จในทุกด้าน การหาความรู้ทำได้ตลอดเวลา การลงทุนเพื่อความรู้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด

ประโยชน์ที่ตามมาหลังจากการหาความรู้อย่างเต็มที่คือการมีวิสัยทัศน์ คนรวยสามารถมองเห็นโอกาสได้เร็ว  เห็นประโยชน์ได้ก่อนคนอื่น เช่น คนที่ซื้อที่ดินเก็บไว้ตั้งแต่ไร่ละหมื่นและขายต่อได้ไร่ละสิบล้าน แม้แต่หมอดูยังมองอนาคตได้ไม่ไกลเท่านี้ แทนที่เราจะปล่อยใจปล่อยสมองกับการนั่งเหม่อหรือกดโทรศัพท์เล่นให้หมดเวลาไปวันๆ ลองเปลี่ยนมานั่งมองสิ่งรอบตัวแล้วฝึกพิจารณาวิเคราะห์หาโอกาสน่าจะดีกว่า ผิดบ้างถูกบ้างก็น่าจะดีกว่าอยู่เปล่าๆ

ด้วยสติปัญญา ความรู้และวิสัยทัศน์ที่ยาวไกล คนรวยจึงมักซื้อของได้ ‘ถูก’ เสมอ คำว่าถูกในที่นี้ไม่ได้แปลว่า ราคามากหรือน้อย แต่หมายถึง ได้ความคุ้มค่า ได้กำไรงามจากการลงทุน ยกตัวอย่างเช่น การซื้อสูทเกรดดีๆ ที่ใส่ได้นาน ใส่ได้บ่อยทุกโอกาส แม้ราคาจะสูงหน่อย แต่ก็ย่อมจะคุ้มกว่าซื้อสูทราคาต่ำๆที่ใส่แค่ครั้งสองครั้งแล้วต้องซุกไว้ก้นตู้หรือทิ้งเพราะเป็นของเกรดไม่ดี ใช้ไม่ทน ถ้าเอาจำนวนเงินหารด้วยจำนวนครั้งที่ใช้แล้วอาจจะพบว่า การซื้อของเกรดดี นั้นถูกกว่าก็เป็นได้ เช่นเดียวกับการซื้อได้ถูกเพราะ การซื้อได้ในปริมาณมาก หรือการลงทุนของธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีกลไกครบถ้วนทำให้ประหยัดได้มากกว่า หรือต้นทุนถูกกว่า ซึ่งภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่า  Economy of Scale เช่น การที่ห้างใหญ่ซื้อสินค้าจำนวนมากได้ถูกกว่าห้างเล็ก เพราะยอดซื้อสูงทำให้มีอำนาจต่อรองมาก หรือการลงทุนกับระบบขนส่งสินค้าที่มีประสิทธิภาพเพียงครั้งเดียวของธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ แม้จะเป็นจำนวนเงินที่มาก แต่คิดผลตอบแทนแล้วถือว่า ‘ถูก’ เพราะทำให้เขาประหยัดและทำกำไรได้มากกว่าในระยะยาว

คนรวยชอบหาเครื่องทุ่นแรงแต่เคยไม่ขี้เกียจ ความสนุกของคนรวยส่วนมากคือการได้ทำในสิ่งที่เกิดประโยชน์จริงๆ และได้ผลตอบแทนที่ดี ไม่ว่าจะเป็นตัวเงินหรือความสุข จึงไม่มีใครรู้สึกขี้เกียจเมื่อได้ทำเรื่องสนุก

คนรวยจะควบคุมตัวเองให้มีสถานะทางการเงินที่สมดุลหรือเกินดุลได้ตลอดเวลา คนรวยจริงมีนิสัย ‘ประหยัด’ แต่ไม่ ‘ขี้เหนียว’ เพราะประหยัดคือ การไม่เสียในสิ่งที่ไม่ควรเสีย แต่การขี้เหนียวคือการไม่ใช้ในสิ่งที่ควรใช้ การทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อตรวจสอบสถานะทางเศรษฐกิจของตัวเองอย่างจริงจังสม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการสร้างสมดุลทางการเงิน

คนรวยมีรายได้สูงกว่ารายจ่ายมากมายหลายเท่าเสมอ ต่างกับคนจนที่รู้สึกปลอดภัยง่ายๆ กับรายได้ที่แค่เสมอกับรายจ่าย หรือแม้แต่รายได้ที่น้อยกว่ารายจ่ายก็ยังทำให้พวกเขากล้าจับจ่ายอย่างไม่ยั้งคิด

คนรวยมีเงินเพียงพอเสมอสำหรับทุกสิ่งที่เขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็นคนรวยมากหรือรวยน้อย สิ่งที่เหมือนกันสำหรับคนรวยทุกคน คือเขาไม่เคยปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ในสภาวะขาดแคลน

คนรวยแท้ไม่ยึดติดในวัตถุ เพราะการยึดติดหรือให้ค่ากับสิ่งไร้ชีวิตจนเกินกว่าเหตุ เป็นอุปสรรคของความมั่งคั่ง คนรวยจริงมักมองออกว่า สิ่งต่างๆในโลกนี้เป็นเพียงสมบัติผลัดกันชม ทรัพย์สินต่างๆ คือสิ่งที่มีไว้เพื่อแลกเปลี่ยน ลงทุนให้ได้ในสิ่งที่ดีกว่าหรือเกิดประโยชน์มากกว่า ด้วยเหตุนี้เราจึงได้ยินข่าวการขายกิจการ หรือยกเลิกกิจการที่กำไรน้อย ไปทำกิจการที่กำไรมากกว่า หรือการเปลี่ยนมือของทรัพย์สินที่เป็นมรดกตกทอดเพื่อรักษาความอยู่รอดของธุรกิจ ซึ่งจะว่าไปวิธีคิดที่ว่าไม่มีอะไรในโลกเป็นของใครอย่างจีรังยั่งยืนนี้ ไม่ใช่จะคิดกันได้ง่ายๆ บ่อยครั้งที่เราขนลุกซู่กับข่าวการบริจาคทรัพย์สินจำนวนมหาศาลให้กับการกุศลของมหาเศรษฐีระดับโลก นั่นเพราะเขาไม่ยึดติดในวัตถุ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับเวลาที่เขาตัดสินใจขายหุ้นหรือขายทรัพย์สินที่ถือครองยาวมาหลายสิบปีอย่างไม่อาลัยอาวรณ์ เพราะราคาของทรัพย์สินนั้นพุ่งถึงจุดสูงสุด และเป็นโอกาสที่ดีเยี่ยมของการทำกำไร

อุปนิสัยสุดท้ายที่ ‘คนมีเงินเยอะ’ หลายคนไม่เคยมี ทำให้พวกเขาไม่เคยเดินมาถึงจุดที่เรียกว่า ‘รวย’ เลยตลอดชีวิต ไม่ว่าจะมีสินทรัพย์มากแค่ไหน นั่นก็คือ คนรวยจริงคือคนที่มีความสุขและไม่เคยโอ้อวด เพราะความรวยที่แท้จริงคือความรู้สึกว่าชีวิตได้มีทุกสิ่งเพียงพอกับความต้องการหรือมากเกินพอแล้ว ความรู้สึกเพียงพอย่อมนำไปสู่ความพึงพอใจอันลึกซึ้ง เป็นภาวะสงบนิ่ง อิ่มสมบูรณ์พร้อมทั้งกายใจ ไม่มีจุดที่รู้สึกบกพร่องสูญหายหรือเป็นปมด้อยซุกซ่อนอยู่ภายใน ความรู้สึกอยากแข่งขันหรือชิงดีชิงเด่นจะหมดไปเมื่อเรารู้สึกว่าตัวเองรวยและมีความสุขจริงๆ แต่จะเกิดความรู้สึกอยากช่วยเหลือ อยากแบ่งปัน ในสิ่งที่เรามีมากให้กับคนที่มีน้อยกว่า ใครที่เดินมาถึงจุดนี้ได้ ไม่ว่าจะมีทรัพย์สินมากแค่ไหน ก็ถือว่าเป็นคนรวยจริง และรวยอย่างยั่งยืนที่สุด

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับพฤษภาคม 2557

You may also like...