การลงทุนในทองคำ

โดยทั่วไปแล้ว เราต่างได้รับการปลูกฝังกันมาว่า การลงทุนที่ประสบความสำเร็จ ควรยึดถือเหตุผลมากกว่าอารมณ์ แต่ก็มีข้อยกเว้น เพราะการลงทุนในวัตถุมีค่าชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทองคำ หรือเพชรนิลจินดา ล้วนเป็นการลงทุนที่มีเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยอยู่มากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะทองคำ เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มนุษย์ให้คุณค่ามานานตั้งแต่ยุคประวัติศาสตร์ สัญชาตญาณมนุษย์เรามีอารมณ์ตอบสนองต่อทองคำมากกว่าเงินหรือแร่โลหะชนิดอื่นๆ  ด้วยเหตุผลลึกลับที่ซ่อนอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก

แม้ทองคำเป็นจะแร่โลหะที่ใช้กินไม่ได้ ใช้เป็นเชื้อเพลิงไม่ได้ และใช้ผลิตอะไรไม่ได้มากมายไปกว่าจะทำเป็นเครื่องประดับ หรือทำฟัน แต่ทองคำก็กลายเป็นทรัพย์สินล้ำค่าที่ดำรงอยู่คู่อารยธรรมของมนุษยชาติมาแสนนาน ด้วยสีเหลืองสุกปลั่ง เป็นประกายเรืองรอง สื่อสารความมั่งคั่งและอำนาจ เขย่ากิเลสมนุษย์ได้อย่างมหัศจรรย์นี้ ทำให้ทองคำเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่ใช้แลกเปลี่ยน ชำระหนี้ได้ แทนเงินตราทุกตระกูลอย่างเป็นสากล เป็นสินทรัพย์หลักในท้องพระคลังของกษัตริย์ทุกชนชาติ

การลงทุนในทองคำของคนไทยเราสมัยก่อน ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนไปกว่าการซื้อทองรูปพรรณมาเพื่อสวมใส่เป็นเครื่องประดับเพื่อแสดงฐานะ และเก็บสะสมไว้เป็นทรัพย์สินที่สามารถนำมาซื้อขายแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราได้ ในอดีตที่ผ่านมา การลงทุนซื้อทองคำเพื่อเก็งกำไรยังไม่เป็นที่นิยม ความเข้าใจในเรื่องอุปสงค์อุปทานทองคำในตลาดโลกที่ส่งผลต่อราคาทองในแต่ละวันที่นักลงทุนรายย่อยจะสามารถซื้อขายเก็งกำไรได้ก็ยังไม่กว้างขวาง ประกอบกับเครื่องไม้เครื่องมือในการซื้อขายยังไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากเหมือนสมัยนี้ ใครที่จะซื้อทองในยุคก่อนจึงต้องหอบเงินสดวิ่งไปร้านทอง แล้วซื้อทองรูปพรรณ หรือทองคำแท่งมาเก็บสะสมไว้ในที่ปลอดภัย เมื่อถึงคราวต้องใช้เงิน ก็หอบทองกลับไปขายคืนที่ร้าน หรือนำไปขายให้คนที่รับซื้อ ใครมีทองมากไม่กล้าเก็บไว้บ้านก็ต้องเสียเงินเช่าตู้นิรภัยที่ธนาคาร

มาถึงยุคนี้ รูปแบบการลงทุนในทองคำเปิดกว้างและสะดวกขึ้น สามารถเลือกได้หลายแนวทาง ไม่ว่าจะเป็น (1) การลงทุนด้วยตัวเองโดยตรงซึ่งทำได้ทั้งการไปซื้อที่ร้าน และซื้อผ่านอินเตอร์เน็ต ได้แก่ การซื้อทองรูปพรรณ ทองคำแท่ง เหรียญทอง (2) การลงทุนผ่านกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ (3) ลงทุนในสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า (Gold Futures) และ (4) ลงทุนทางอ้อมเพื่อร่วมเป็นเจ้าของเหมืองทองโดยซื้อหุ้นบริษัทที่ทำเหมืองทองคำผ่านตลาดหลักทรัพย์

คนที่ชอบทองคำ จะเลือกลงทุนด้วยวิธีไหนก็แล้วแต่ความถนัดและความพอใจ แต่ไม่ว่าจะเลือกแบบใดก็ตาม สิ่งที่ควรศึกษาให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุนในทองคำก็คือ เหตุผลหรือปัจจัยที่ทำให้ราคาทองเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพราะเราจะสามารถทำกำไรได้ก็ด้วยส่วนต่างของราคาที่เกิดจากปัจจัยที่เหล่านี้

ทองคำก็เป็นเหมือนสินค้าทั่วไปที่มีการเปลี่ยนแปลงของราคาไปตามกลไกตลาด เมื่ออุปสงค์มีมากกว่าอุปทาน ราคาก็ขึ้น และเมื่ออุปสงค์มีน้อยกว่าอุปทาน ราคาก็ลง เหตุผลพื้นๆที่ทำให้ความต้องการหรืออุปสงค์ของทองคำมีมากขึ้นก็เช่น การอ่อนตัวของค่าเงินในสกุลสำคัญโดยเฉพาะเงิน US DOLLAR พูดง่ายๆก็คือ เมื่อค่าเงินทำท่าจะอ่อนตัวลง นักลงทุนสถาบันก็จะรีบลดความเสี่ยงในการถือเงินสกุลนั้นๆ มาเปลี่ยนเป็นทองคำแทน เมื่อมีความต้องการซื้อทองคำมาก ก็ทำให้ราคาทองคำสูงขึ้น และในทางกลับกัน ถ้าเงินสกุลสำคัญเกิดแข็งค่าขึ้น นักลงทุนก็จะแห่กันไปถือเงินในสกุลนั้นแทน และมีการขายทองคำออกมา ทำให้ราคาทองคำลดลง

อีกปัจจัยที่ทำให้ราคาทองคำสูงขึ้นหรือต่ำลงก็คืออัตราดอกเบี้ย เมื่อใดที่ดอกเบี้ยสูง นักลงทุนก็อยากฝากเงินในธนาคารกินดอกเบี้ยซึ่งอาจได้ผลตอบแทนมากกว่าการเก็บทองคำ ก็จะขายทองคำออกมามาก ราคาทองคำในตลาดก็ลดลง และในทางกลับกัน เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากลดลง นักลงทุนก็อาจะหันมาสนใจซื้อทองคำเก็บไว้ด้วยความเชื่อว่าจะมีราคาสูงขึ้นจนให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ย ราคาทองก็จะพุ่งขึ้น

นอกจากนี้ ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่ป้องกันความเสี่ยงในยามฉุกเฉิน เมื่อประเทศใดมีปัญหาทางการเมือง เกิดสงคราม หรือภัยพิบัติ ที่ส่งผลต่อระบบการเงิน ทำให้ตราสารหนี้ของประเทศนั้นๆด้อยค่าเพราะถูกมองว่ามีความเสี่ยงสูง นักลงทุนก็จะขายทิ้งตราสารหนี้และหันมาซื้อทองคำเอาไว้เพื่อลดความเสี่ยง

ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนแปลงของราคาทองคำยังมีเหตุปัจจัยมาจากภาวะเงินเฟ้อ เมื่อเงินมีค่าน้อยลง คนก็จะไม่อยากเก็บเงินไว้และหันมาซื้อทองคำเก็บไว้แทนเงิน รวมถึงปัจจัยที่ดูจะไม่เกี่ยว แต่ดันเกี่ยวกันอย่างไม่น่าเชื่อ ก็คือราคาน้ำมันดิบ ส่วนที่เกี่ยวโดยตรงก็คือ น้ำมันดิบนั้นเป็นทรัพยากรที่จำเป็นในการทำธุรกิจเหมืองทองคำ เมื่อราคาน้ำมันดิบขึ้น ต้นทุนการผลิตทองก็เพิ่มขึ้นตามไปอย่างไม่ต้องสงสัย และส่วนที่เกี่ยวทางอ้อมก็คือ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นนั้นเป็นสิ่งที่บอกถึงภาวะเงินเฟ้อ เมื่อใดที่เงินเฟ้อ ก็เป็นที่เข้าใจกันโดยปริยายว่า นักลงทุนมักจะเปลี่ยนจากการถือเงินสดที่หวั่นว่าจะด้อยค่าเพราะเงินเฟ้อมาเป็นการถือทองคำ ก็เลยทำให้ราคาทองพลอยเขยิบสูงตามไปด้วย

นอกจากปัจจัยที่เป็นเหตุเป็นผลตรงไปตรงมาเข้าใจได้ไม่ยากเหล่านี้ ยังมีปัจจัยน่าหงุดหงิดที่ทำให้ราคาทองเปลี่ยนแปลงโดยที่นักลงทุนอย่างเราทำอะไรไม่ได้นอกจากนั่งลุ้นตาปริบๆ นั่นก็คือการเทขายครั้งใหญ่ หรือการกว้านซื้อทองจำนวนมหาศาลโดยสถาบันการเงินระดับชาติของประเทศมหาอำนาจต่างๆ พูดง่ายๆก็คือการปั่นราคาทองโดยผู้เล่นขาใหญ่ในตลาดซึ่งไม่ต่างอะไรกับการปั่นหุ้นนั่นเอง การขยับตัวครั้งใหญ่ในตลาดการเงินของประเทศที่มีเงินทุนสำรองมาก หรือมีทองในคลังมาก มีอิทธิพลสร้างแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงเสมอในตลาดเงิน ตลาดทุน และตลาดทองคำทั่วโลก แรงเทขายจำนวนมากทำให้ราคาทองตกต่ำ ในทางกลับกัน การทุ่มซื้อครั้งใหญ่ก็ดึงราคาให้สูงขึ้นได้ในพริบตา  และที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่เก็งกำไรระยะสั้นๆ ในทองคำก็คือ ทุกปัจจัยที่กล่าวมานั้น อาจเกิดขึ้นได้พร้อมกันด้วยความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อน และส่งผลกระทบต่อราคาทองคำในพอร์ตของเราได้อย่างรุนแรงเสมอ โดยที่เราไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่าการพยายามคาดเดาและรอคอย

นักลงทุนที่สนใจการลงทุนในทองคำเพื่อเก็งกำไรในระยะสั้นเป็นหลัก ไม่เน้นสะสมระยะยาว หรือนำมาสวมใส่เป็นเครื่องประดับ โดยมากจะนิยมซื้อขายในรูปแบบ Gold Futures ที่เพิ่มอำนาจซื้อขายให้มากขึ้นด้วยการใช้เพียงเงินประกันราว 10% ของมูลค่าซื้อขาย บวกค่าพรีเมียม นอกจากจะสามารถทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง ยังสามารถขาดทุนได้ทั้งขาขึ้นและขาลงอีกด้วย การเก็งกำไรแบบนี้ถือว่ามีความเสี่ยงสูง แต่ให้ผลตอบแทนที่เร้าใจ แม้จะซับซ้อนกว่าการซื้อทองจริงๆมาขาย แต่คนที่ศึกษาการลงทุนในรูปแบบนี้จนเชี่ยวชาญก็รวยด้วยทองคำกันมาไม่น้อย ส่วนใครที่ชอบความอุ่นใจไม่กลัวความยุ่งยาก ก็สามารถซื้อทองแท่งมานอนกอดหรือฝากตู้เซฟไว้ก็ได้เช่นกัน แต่ไม่ควรเก็บทองมากๆเอาไว้ที่บ้าน เพราะแค่ทองเท่าหนวดกุ้งก็อาจนอนสะดุ้งจนเรือนไหว คนมีทองมากมายก็อาจสะดุ้งจนแผ่นดินไหว…ไม่ดีแน่

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับมิถุนายน 2557

You may also like...