เลือกประกันให้ถูกจริต

มีงานวิจัยมากมายทั้งด้านวิทยาศาสตร์และด้านการตลาดที่พยายามหาคำตอบว่า ระหว่างมนุษย์ผู้หญิงกับผู้ชาย เพศใดที่ชอบเสี่ยง หรือแบกรับความเสี่ยงได้มากกว่ากัน ผลที่ได้ก็คือ ผู้หญิงมีนิสัยชอบเสี่ยงน้อยกว่าผู้ชาย ข้อมูลที่ได้นี้ ถ้านำไปใช้ในด้านการตลาด ก็จะช่วยประกอบการพิจารณาได้ว่า โปรโมชั่นประเภทที่มุ่งเน้นการพนันขันต่อหรือเสี่ยงโชคชิงรางวัลนั้น อาจมีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจจากผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยมีเหตุมากมายที่อธิบายผลวิจัยนี้ลงลึกไปถึงเรื่องระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน ซึ่งนอกจากจะเป็นฮอร์โมนที่ส่งผลต่อความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความรู้สึกทางเพศ และอะไรแมนๆทั้งหลายแล้ว ยังรวมไปถึงการกระตุ้นความคึกคักกระฉับกระเฉง ความกล้าหาญ อยากแข่งขัน อยากเอาชนะ อยากเสี่ยงโชค ส่วนในเรื่องการลงทุนหรือเรื่องธุรกิจ ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ผู้ชายจะมีความกล้าได้กล้าเสียในระดับที่มากกว่า แต่ทั้งนี้ไม่ว่าทั้งสองเพศจะมีความกล้าเสี่ยงต่างกันแค่ไหน หากมีโอกาสที่จะได้ผลประโยชน์โดยไม่ต้องเสี่ยงอะไรเลย  ใครๆก็อยากได้โดยไม่ต้องเสี่ยงและไม่ต้องลงทุนทั้งนั้น

พูดถึงเรื่องความเสี่ยง ซึ่งอยู่คู่กันกับการลงทุน ธุรกิจที่ช่วยจัดการกับความเสี่ยงก็คือ ธุรกิจประกัน เราเคยคุยกันถึงการป้องกันความเสี่ยงไปแล้วในครั้งก่อน แต่ดูเหมือนหลายคนยังเข้าใจสับสนอยู่มากว่า การทำประกันในรูปแบบต่างๆนั้น ถือเป็นการลงทุนได้หรือไม่ เพราะมีแพคเกจประกันชีวิตบางตัวที่บอกลูกค้าว่า เป็นการทำประกันแบบออมเงิน ได้ผลประโยชน์ดีอย่างโน้นอย่างนี้

การทำประกันเป็นเพียงการป้องกันความเสี่ยง ซึ่งอยู่คนละด้านกันเลยทีเดียวกับการลงทุน เพราะการลงทุนจะได้ประโยชน์เมื่อเราชนะความเสี่ยง แต่ในการทำประกันเราจะได้ประโยชน์เมื่อเราพ่ายแพ้หรือตกเป็นเหยื่อของความเสี่ยง นั่นคือ…เราจะได้ประโยชน์หรือได้กำไรจากประกันบ้าง ก็ต่อเมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับชีวิตหรือทรัพย์สินที่เราประกันเอาไว้ทั้งนั้น ซึ่งเป็นกำไรที่ไม่น่าจะมีใครดีใจนัก

ประโยชน์ของการทำประกันคือเพื่อลดความเสี่ยง พูดง่ายๆก็คือ ซื้อความสบายใจ การคาดหวังว่าผลประโยชน์จากประกันบางประเภทน่าจะมากกว่าเงินออม จึงเป็นความคาดหวังที่ผิด เราไม่ควรคาดหวังผลกำไรใดๆจากการทำประกันเลย นอกเสียจากคาดหวังว่า จะได้รับความคุ้มครองที่เต็มเม็ดเต็มหน่วยตามที่ตกลงกันไว้ตอนซื้อกรมธรรม์

มาดูกันว่า ประกันแต่ละประเภท เหมาะกับใคร หรือจำเป็นกับคนประเภทไหนอย่างไรบ้าง

การทำประกันชีวิต เป็นประกันที่เหมาะสำหรับใครก็ตามที่มีห่วงอยู่ข้างหลังต้องดูแล เช่น ครอบครัว ลูกหลาน ญาติพี่น้อง ซึ่งโดยมากเป็นประกันที่คุ้มครองหรือจ่ายผลตอบแทนเมื่อผู้ทำประกันเสียชีวิตลง ดังนั้น ถ้าคุณเป็นคนโสด ไม่มีครอบครัว ไม่มีลูกหลาน ไม่มีใครที่ต้องคอยห่วงหรือต้องดูแลเมื่อเกิดอะไรไม่ดีขึ้นกับคุณ ประกันชีวิตก็ไม่จำเป็นสำหรับคุณ เพราะผลกำไรที่คุณอาจได้รับถ้าคุณบังเอิญตายก่อนจ่ายเงินประกันครบกำหนด ก็ไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรสำหรับชีวิตคุณอยู่ดี เงินจำนวนเดียวกันนี้ ถ้าคุณนำไปฝากประจำหรือไปลงทุนอย่างอื่น ได้ผลตอบแทนที่เป็นประโยชน์มากกว่า เช่น ถ้าคุณทำประกันแบบที่ต้องจ่ายเงิน 68,000 บาทติดต่อกัน 6 ปี เพื่อความคุ้มครองรวม 15 ปี คุณอาจได้เงินคืนจากการทำประกันเฉลี่ยปีละ 2-3% ของทุนประกัน คือปีละ 4,000-6,000 บาท บวกกับได้เงินทั้งหมดคืนเมื่อครบกำหนดราว 220% ของทุนประกัน ซึ่งก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ทุนประกัน ไม่ใช่จำนวนเงินทั้งหมดที่คุณจ่ายไป แต่เป็นตัวเลขสมมุติที่คุณกับบริษัทประกันตกลงร่วมกันว่า เป็นอัตราเงินขั้นต่ำที่คุณจะได้รับหากคุณมีอันเป็นไปในปีแรกๆ

ในกรณีตัวอย่างนี้ ทุนประกันของคุณมีมูลค่า 200,000 บาท หากเงินคุณอยู่ในประกันจนครบกำหนด โดยคุณยังมีชีวิตอยู่ ผลตอบแทนทั้งหมดที่คุณได้รับจากประกันชีวิตคือราวห้าแสนต้นๆ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับเงินฝากประจำ 3% ที่ฝากไว้ในระยะเวลาเท่ากัน เงินต้นเท่ากันคือ 408,000 บาท คุณจะได้ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยทบต้นประมาณห้าแสนปลายๆ เกือบหกแสน เห็นได้ว่า ผลตอบแทนจากประกันจะน้อยกว่าการฝากเงินมาก (ทั้งที่การฝากเงินธนาคารเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนต่ำมากอยู่แล้ว) นั่นหมายถึง ถ้าคุณไม่มีความจำเป็นต้องทำประกันชีวิต ก็ควรนำเงินนี้ไปลงทุนหรืออย่างน้อยที่สุดก็นำมาฝากประจำ จะได้ประโยชน์มากกว่า แต่ถ้าคุณซื้อประกันเพราะคนขายสวย บอกคุณว่า ประกันเพื่อการออมและคุณอยากเชื่อเช่นนั้น…ก็เรื่องของคุณ

แต่ถ้าคุณมีคนที่ต้องดูแลอยู่ข้างหลัง การทำประกันก็จะช่วยป้องกันความเสี่ยงให้คุณสบายใจได้ว่า คนที่คุณรักจะไม่ลำบากหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เหมือนที่เขาโฆษณาในทีวี

การทำประกันสุขภาพและประกันอุบัติเหตุ เป็นประกันที่มีประโยชน์สำหรับสังคมยุคใหม่ที่คนรักชีวิตอิสระ พึ่งพาตัวเองสูง ถ้าคุณต้องการความสบายใจ ไม่อยากเป็นภาระใครเมื่อเกิดเจ็บป่วย เหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะคนวัยทำงานที่ใช้ชีวิตตามลำพังแยกตัวออกมาจากครอบครัวใหญ่ โดยเลือกความคุ้มครองที่เหมาะกับวิถีชีวิตของคุณให้มากที่สุด ยิ่งอายุมากขึ้น ปัญหาสุขภาพยิ่งมากขึ้น ความเสี่ยงจากโรคภัยไข้เจ็บและความเสื่อมของร่างกายก็ยิ่งมาก คนที่ดูแลสุขภาพเป็นอย่างดีอาจมองว่า ไม่จำเป็น เพราะตัวเองคงไม่เจ็บไม่ป่วย แต่ความจริงแล้ว ทุกคนมีความเสี่ยงจากโรคภัยไข้เจ็บ หรือการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุได้ทั้งนั้น เงินประกันส่วนใหญ่จะไม่สูง แม้จะรู้สึกเสียดายตอนจ่าย เพราะคิดว่าเป็นเงินที่เสียไปฟรีๆ แต่เมื่อใดที่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเองเป็นจำนวนเงินมากๆ หลายคนก็มักจะนึกเจ็บใจที่ไม่ยอมจ่ายเงินทำประกันสุขภาพในตอนแรกทั้งนั้น

การทำประกันภัยรถยนต์ ยุคนี้สมัยนี้ คงไม่ต้องจูงใจกันมากว่า ประกันภัยรถยนต์มีประโยชน์อย่างไร ถึงบางคนจะบอกว่า มีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดรถชน ทำไปก็เสียดายเงินเปล่าๆ บริษัทประกันรวยเละ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การทำประกันรถยนต์นั้นถือเป็นเรื่องจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถหาย โดนชน หรือไปชนคนอื่น ถ้าคุณเลือกบริษัทประกันที่มีชื่อเสียงในด้านการบริการ ความคุ้มครองที่ดีจะช่วยแก้ปัญหามากมาย ทำให้คุณไม่ต้องปวดหัวไปทะเลาะเบาะแว้งกับใคร ช่วยดูแลเรื่องค่าซ่อมและค่าเสียหายต่างๆที่จะเกิดขึ้น

การทำประกันภัยที่อยู่อาศัย เช่น ประกันอัคคีภัย หรือภัยจากการโจรกรรม เป็นสิ่งที่คนส่วนมากคิดว่าไม่จำเป็น เพราะไม่มีใครอยากคิดร้ายๆไปว่า วันหนึ่งจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับบ้านของเรา แต่ความแน่นอนก็คือความไม่แน่นอน ถ้าคุณซื้อบ้านผ่อนกับธนาคาร ก็จะโดนบังคับให้จ่ายค่าประกันโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะว่าไปแล้ว เงินจำนวนนี้น้อยนิดมากๆ เมื่อเทียบกับความสบายใจและประโยชน์คุ้มครองที่คุณควรจะได้รับหากเกิดสิ่งไม่คาดฝัน เพราะที่อยู่อาศัยเป็นสินทรัพย์ราคาแพง ในขณะที่การจ่ายประกันแต่ละปีไม่ได้แพงเลย

การตัดสินใจว่าควรทำประกันหรือไม่ ก็พิจารณาเอาจากมูลค่าสินทรัพย์ หากเป็นของที่คุณไม่เสียดาย ก็ไม่ต้องทำประกัน แต่ถ้าคุณเสียดาย ก็ควรทำ หากเสียดายมากก็ทำมาก เสียดายน้อยก็ทำน้อย ทำความเข้าใจให้ถูกต้องว่าการทำประกันคือการป้องกันความเสี่ยง ไม่ใช่การลงทุนที่มีกำไรเป็นตัวเงิน แต่ถ้าคุณทำใจไม่ได้ ยังนึกเสียดาย ก็คิดเสียว่า กำไรที่คุณได้รับ คือความสบายใจ ความอุ่นใจ เป็นความมั่นคงประดุจมีเพื่อนไว้คอยช่วยเหลือในยามประสบปัญหา ช่วยผ่อนหนักเป็นเบา ส่วนการเลือกว่า ควรทำประกันชนิดไหนบ้าง ก็พิจารณาว่า คุณต้องการความสบายใจในเรื่องไหน มีห่วงหรือมีคนที่ต้องดูแลหรือไม่ ต้องการระดับของความดูแลในวงเงินมากน้อยแค่ไหน ก็ตัดสินใจไปตามความเป็นจริง เมื่อเกิดปัญหาหรือความทุกข์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ก็ยังพออุ่นใจ และถ้าไม่เกิด ก็จงดีใจที่ไม่มีสิ่งร้ายๆเกิดขึ้น และดีใจที่คุณได้เลือกทำในสิ่งที่ควรทำแล้ว

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับตุลาคม 2557

You may also like...