ใครคือที่ปรึกษาทางการลงทุนที่ดีที่สุด ?

money-growsfaeture010

เราคงได้ยินกันมาบ่อยๆ เกี่ยวกับไลฟ์สไตล์ของมหาเศรษฐีหรือเซเลบริตี้ในต่างแดน ที่ร่ำรวยมหาศาล มีรายได้จากการทำงานมากมาย แต่ไม่มีเวลาจะบริหารทรัพย์สินของตัวเองให้งอกเงย หรือไม่ให้หดลีบเล็กลงไปเพราะโดนภาษีและเงินเฟ้อกัดกิน

มีข่าวให้ได้ยินบ่อยๆว่า ดาราฮอลีวูดหลายคนสูญเงินนับร้อยล้าน จากการบริหารเงินที่ผิดพลาด อย่างเช่นล่าสุด นักร้องสาวผิวสีริฮันนาก็เพิ่งเสียทรัพย์หลายล้านเหรียญจากน้ำพักน้ำแรงบนเวทีคอนเสิร์ตไปกับการลงทุนที่ผิดพลาด ซึ่งคนที่ถูกกล่าวโทษมักเป็นบริษัทหรือบุคคลผู้เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน แต่ร้อยทั้งร้อย ที่ปรึกษาเหล่านี้ก็มักจะโต้ตอบกลับอย่างเผ็ดร้อนว่า เหตุผลส่วนใหญ่ที่ขาดทุน เป็นเพราะเจ้าของเงินตัดสินใจผิดพลาดเอง หน้าที่ของคนเป็นที่ปรึกษาก็แค่การวิเคราะห์ข้อมูลและนำตัวเลือกทางการลงทุนที่น่าสนใจมานำเสนอ ช่วยศึกษาความเป็นไปได้ ประเมินความเสี่ยง และการตัดสินใจขั้นสุดท้าย เป็นหน้าที่เจ้าของเงิน ถึงจะได้รับแรงจูงใจจากที่ปรึกษามากแค่ไหน แต่ถ้าตัดสินใจพลาดขึ้นมา ที่ปรึกษาก็ไม่เคยต้องเดือดร้อนด้วย เช่น วันดีคืนดี ที่ปรึกษาอาจจูงมือใครสักคนที่อยากสร้างโรงแรมแต่ไม่มีเงิน พามาหาเจ้าของเงิน แล้วชวนให้เป็นร่วมทุน หรือเป็นแหล่งเงินกู้ของโครงการ โดยเสนอตัวเลขผลตอบแทนหรูๆ พร้อมวาดภาพอนาคตที่ดีของโครงการนั้นๆ ให้เจ้าของเงินหลับตาฝันตามไป ถ้าบังเอิญโครงการที่ฝันสามารถดำเนินไปได้ดี ก็แฮปปี้กันทุกฝ่าย แต่ถ้าโชคร้าย ไม่เป็นไปอย่างที่คิด คนเจ็บหนักก็คือเจ้าของเงิน ส่วนคนเจ็บน้อยที่สุดหรืออาจไม่เจ็บอะไรเลย ก็คือ ที่ปรึกษา เพราะไม่ว่าจะออกหัวหรือก้อย คนทำงานที่ปรึกษาก็จะต้องได้ทั้งค่าจ้าง บวกเปอร์เซ็นต์คอมมิชชั่นจากผู้ลงทุน และจากฝั่งเจ้าของโครงการทันทีที่มีการตัดสินใจจ่ายเงินลงทุนอยู่แล้ว ทำนองเดียวกับนายหน้าบริษัทค้าหุ้น ที่จะได้เงินคอมมิชชั่นเสมอจากการซื้อและขายของลูกค้า ไม่ว่าการซื้อขายนั้น จะนำมาซึ่งผลกำไรหรือขาดทุนก็ตาม การเชียร์ให้เกิดการซื้อขายหรือขยายการลงทุนบ่อยๆ จึงเป็นหน้าที่ของนายหน้า หรือที่ปรึกษาการลงทุน เพราะยิ่งเงินลงทุนมีการเคลื่อนไหวมากเท่าใด เขาก็ยิ่งได้ประโยชน์มากเท่านั้น

ที่กล่าวมานี้ ไม่ได้หมายความว่า การมีที่ปรึกษาเป็นสิ่งไม่ดี ตรงกันข้าม การมีที่ปรึกษาที่ชาญฉลาดและซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับนักลงทุน แต่ที่ปรึกษาดีๆนั้น ก็ไม่ใช่จะหาได้ง่ายๆ และไม่ได้หมายถึงแค่คนที่ทำงานอยู่ในธุรกิจการเงินการธนาคารเท่านั้น แต่ ‘ที่ปรึกษา’ ก็เหมือนเทวดานางฟ้า หรือภูติผีปิศาจทั้งหลาย ที่ให้คุณให้โทษกับชีวิตเรา และอาจแฝงตัวมาหาเราในรูปแบบหลากหลายอย่างคาดไม่ถึง บางครั้งอาจมาในรูปแบบของญาติพี่น้อง ลูกหลาน เพื่อนสนิท บุคคลใกล้ชิด บริวารข้างกาย บางครั้งมาแบบเป็นทางการ เช่น เจ้าหน้าที่แบงค์ โบรกเกอร์หุ้น บางครั้งมาตามกระแสคลื่น กระแสลม เช่น นักวิเคราะห์ที่จัดรายการวิทยุ รายการทีวีที่ให้ข้อมูลการลงทุน เชียร์หุ้นตัวนั้นตัวนี้ วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจว่าจะไปทางนั้นทางนี้ หรือแม้แต่คอลัมนิสต์นักเขียนเรื่องเงินๆทองๆในนิตยสารเล่มโปรดที่คุณกำลังอ่านอยู่ และคอยพร่ำบอกคุณว่า ควรทำอย่างไรกับเงินของคุณ

ถ้าคุณมีนิสัยช่างสังเกต ช่างจับผิดสักหน่อย ก็จะพบว่า คนจำนวนไม่น้อยชอบปรึกษาเรื่องต่างๆกับคนอื่น โดยเฉพาะเรื่องเงินๆทองๆ ชอบขอความคิดเห็น พร้อมรับฟังและพร้อมเชื่อในความเห็นของคนที่ตัวเองชื่นชอบ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร ตราบเท่าที่ใครคนนั้นยังคงสามารถตัดสินใจจัดการการเงินของตัวเองด้วยเงื่อนไขที่สมเหตุสมผลได้

ปัญหาที่พบบ่อยก็คือ การปล่อยให้ความคิดของที่ปรึกษามาครอบงำความคิดตัวเอง แทนที่การมีที่ปรึกษาจะทำให้เราได้คนมาช่วยคิดเพิ่ม กลายเป็นยกเรื่องที่ตัวเองควรจะต้องคิดไปให้คนอื่นคิดแทนทั้งหมด จะผิดหรือถูกยังไม่รู้ ไม่ว่าที่ปรึกษานั้นจะมาจากสถาบันการเงินหรือคนใกล้ตัว เราจึงได้ยินเรื่องเล่าซ้ำซากเกี่ยวกับคนเคยรวยที่กลายเป็นคนจนโดยไม่รู้ตัว เพราะมีคนอื่นที่ดูน่าไว้ใจมาช่วยบริหารทรัพย์สิน เปลี่ยนเงินทุนร้อยล้านเป็นหนี้ร้อยล้านได้ราวกับเล่นกล

โดยทั่วไปแล้ว ถ้าคุณเป็นคนที่มีเงินฝากไม่มากไม่น้อย สักแค่ยี่สิบล้านในธนาคาร ไม่เร็วไม่ช้า ก็จะมีคนที่ธนาคารเสนอตัวมาเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้คุณเอง มีข้อเสนออะไรต่างๆมาให้เลือกไม่หวาดไม่ไหว หิ้วกระเช้ามาให้ทั้งวันเกิด ปีใหม่ ตรุษจีน ฯลฯ เสนอบัตรเครดิตสุดยอดอภิสิทธิ์ให้หลายใบ แถมเสนอวงเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษให้ด้วย เผื่อคุณอยากทำโครงการอะไร ในขณะที่คนกู้วงเงินน้อยๆต้องเสียดอกเบี้ยอัตราแพงกว่าคุณหลายเท่า ใครๆก็แย่งกันเป็นที่ปรึกษาให้คนรวย แต่คนรวยจำนวนไม่น้อยก็เลือกที่จะบริหารเงินเองและเป็นที่ปรึกษาที่ดีที่สุดให้ตัวเอง
การที่คุณยังไม่รวยมากจนเดือดร้อนให้คนยื่นหน้าเข้ามาขอเป็นที่ปรึกษา ก็มีข้อดีตรงที่คุณจะได้เป็นที่ปรึกษาให้กับตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากๆ ตราบใดที่คุณไม่ขี้เกียจศึกษาข้อมูล และไม่กลายเป็น “คนขี้โกงตัวเอง” โดยไม่ตั้งใจ

คนรวยที่สร้างความมั่งคั่งให้ตัวเองมักจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาทางการเงินที่ดีของตัวเองเสมอ เพราะคนที่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองรวย ย่อมรู้ดีว่า จะทำอย่างไรให้ตัวเองรวยยิ่งๆขึ้น การใช้ที่ปรึกษามาช่วยเสริม ก็เพื่อหาตัวเลือกหรือหามุมมองอื่นๆ มาพิจารณาให้รอบคอบยิ่งขึ้น ซึ่งคนรวยเหล่านี้ถือเป็นคนส่วนน้อย ในขณะที่สิ่งที่คนส่วนมากมักคิดถึงเป็นอันดับแรกๆ เวลาที่อยากรวยหรืออยากลงทุนคือ “จะปรึกษาใครดี” และคำถามที่เหล่าที่ปรึกษามักได้รับเหมือนๆกันเสมอมาก็คือ “จะลงทุนอะไรดี ให้รวยเยอะๆ และรวยเร็วๆ”  “ซื้อหุ้นตัวไหนดี”  มีคนส่วนน้อยเท่านั้น ที่จะเริ่มต้นด้วยการทำหน้าที่เป็น “ที่ปรึกษาการเงินและการลงทุนที่ดีให้ตัวเอง” ทั้งที่เป็นงานไม่ยากเย็นอะไรเลย แค่หาข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ สิ่งใดไม่รู้ ก็ไปค้นคว้าให้รู้ สมัยนี้การหาความรู้เปิดกว้างมาก ไม่ว่าจะด้วยการเรียน การอ่าน การค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ต การออกไปหาข้อมูลจากข้อเท็จจริง ยกตัวอย่างเช่น คนที่อยากลงทุนซื้อคอนโดใกล้รถไฟฟ้าเพื่อการลงทุน การหาข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ที่ง่ายที่สุดคือการหารายชื่อโครงการทั้งหมด วิเคราะห์ราคาในระดับที่เราซื้อได้ นำมาทำแผนที่คอนโดที่เราสนใจตลอดเส้นทาง หาข้อมูลเพิ่มเติม โดยเฉพาะการรีวิวจากผู้บริโภค ก่อนที่จะนั่งรถไฟฟ้าออกไปแวะดูโครงการจริงในทุกทำเล สืบราคา สำรวจสภาพทำเลที่ตั้งทั้งในปัจจุบันและทิศทางในอนาคต หาข้อมูลผู้ประกอบการว่ามีความน่าเชื่อถือ เป็นมืออาชีพแค่ไหน ถ้ามีของจริงที่สร้างแล้วให้ดู ก็เข้าไปสัมผัสพื้นที่จริงให้มากที่สุด เมื่อได้ข้อมูลต่างๆครบถ้วน ก็นำมาทำตารางเพื่อพิจารณาเปรียบเทียบ จะได้ตัดสินใจไปตามเหตุผลข้อเท็จจริง หรือถ้าจะปรึกษาใครที่น่าเชื่อถือ ร่วมกับการศึกษาบทวิเคราะห์จากสื่อต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ดีมากขึ้นได้ก็ยิ่งดี

ไม่ใช่แค่เซเลบริตี้ฮอลีวูดเท่านั้นที่จะมีที่ปรึกษาคอยดูแลเรื่องการลงทุน คนเบี้ยน้อยหอยน้อย ก็มีที่ปรึกษาได้ อย่างการเลือกซื้อหุ้น หรือกองทุน ถ้าคุณฝากเงินไว้กับกองทุน เขาก็จะทำหน้าที่คิดแทน ลงทุนแทนทั้งหมด ถ้าได้ผลตอบแทนดี ก็ถือว่าเป็นหนทางที่เหมาะสม แต่ถ้าคุณคิดจะลงทุนด้วยตัวเอง ก็ควรทำสวมบทบาทเป็นที่ปรึกษาหรือนักวิเคราะห์ให้ตัวเอง ด้วยหลักการที่เป็นเหตุเป็นผลดุจเดียวกับที่นักวิเคราะห์ทำ และยิ่งถ้าคุณมีเวลาเหลือเฟือสำหรับเล่นเฟซบุ๊ค แชทเรื่องหุ้นในสภากาแฟ หรือนั่งดูซีรีย์วันละหลายชั่วโมง นั่นหมายถึงคุณย่อมมีเวลาทำบทวิเคราะห์สำหรับตัวเองอย่างแน่นอน เช่น สำรวจสัดส่วนเงินปันผลต่อราคาหุ้นในอุตสาหกรรมต่างๆ  เพื่อที่จะได้รู้ว่า หุ้นตัวไหนปันผลดี น่าลงทุน คุณน่าจะมีเวลาศึกษางบดุลของบริษัทที่คุณสนใจลงทุนด้วย เพื่อที่จะได้รู้ว่า บริษัทมีการบริหารเงินทุนอย่างไรในแต่ละปี เพื่อที่จะทำนายทิศทางการดำเนินธุรกิจในอนาคตได้ หรือถ้าคุณยังมีเวลาเหลือ จะหาซื้อตำราวิเคราะห์เชิงเทคนิคของกูรูทั้งหลายมาศึกษาเล่นๆก็ไม่เสียหายอะไร (แต่ในกรณีนี้ ผู้เขียนคงเลือกที่จะเอาเวลาสำหรับหัดอ่านกราฟหรือศึกษาเทคนิค เปลี่ยนเป็นการออกไปร่วมประชุมผู้ถือหุ้น หรือเยี่ยมชมกิจการของบริษัทที่สนใจมากกว่า) รวมถึงติดตามข่าวของผู้บริหาร และศึกษาประวัติธุรกิจขององค์กร  จะได้รู้ว่า เราลงทุนถูกที่ถูกเวลาหรือไม่

การที่นักลงทุนโดนที่ปรึกษาหลอกให้ขาดทุน ไม่ว่าจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ เป็นเรื่องธรรมดาที่อาจเกิดขึ้นได้ และน่าเห็นใจ แต่สิ่งที่ไม่น่าเห็นใจที่สุดก็คือ การทำตัวเป็นที่ปรึกษาชั้นเลวให้กับตัวเองและการหลอกลวงตัวเองจนต้องขาดทุน คนจำนวนมหาศาลต้องสูญเงินที่หามาอย่างยากลำบากทั้งชีวิตเพียงความเกียจคร้านหรือละเลยที่จะยอมรับความจริงในด้านการเงินและการลงทุนของตัวเอง คนทำธุรกิจแล้วเจ๊งส่วนหนึ่งเกิดจากไม่สนใจเรื่องการทำบัญชี เช่นเดียวกับคนที่ลงทุนแล้วเงินหาย เพราะไม่สนใจศึกษารายละเอียดที่ควรรู้เกี่ยวกับการลงทุนด้วยตัวเอง เมื่อถึงเวลาต้องอ่านเอกสารหรือดูข้อมูลที่รู้สึกว่ายุ่งยากซับซ้อน ก็ทำเฉยเสีย นานไปเมื่อความจริงปรากฎก็อาจสายเกินแก้เสียแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องที่เกินเลยหากจะบอกว่า คนที่หลอกให้คุณลงทุนผิดพลาดได้บ่อยที่สุด … มักเป็นตัวคุณเอง

———————–

ที่มา : คอลัมน์ MONEY GROWS จากนิตยสาร ESQUIRE ฉบับพฤศจิกายน 2557

You may also like...