TCC : โสมพัฒน์ ไตรโสรัส ทีซีซี แคปปิตอลแลนด์

somapat tcc

เขยขวัญหมื่นล้านแห่ง TCC

เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าผลงานของทีซีซี แคปปิตอลแลนด์ ภายใต้การนำของโสมพัฒน์ ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งนำเอาวัฒนธรรมองค์กรแบบตะวันตกมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับแนวทางการทำงานของคนไทย โดยเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ซึ่งเขาและผู้ร่วมก่อตั้งอีก 3 คนคัดเลือกมาด้วยตนเองให้เป็นบุคลากรที่สามารถนำเสนอความคิดได้อย่างเต็มกำลัง ขับเคลื่อนองค์กรพร้อมยึดพันธกิจที่สานต่อจากยุคของเจริญ สิริวัฒนภักดี แม้สายตาของคนนอกมองว่าโชคดีที่เป็นลูกเขยแต่เขายืนยันว่าไม่ได้สวยหรูบนกองสมบัติมหาศาลเหล่านั้น

“เพราะเขาไม่รู้จักไงล่ะ (หัวเราะ) เขาอาจจะมองว่าโชคดีแต่จริงๆ ไม่ได้ใช้เงินเลย อย่างคุณเจริญทำแต่งานผมไม่เคยเห็นว่าเขาใช้เงิน ซึ่งการใช้เงินก็คือไปซื้อธุรกิจเพิ่ม ไปซื้อโรงแรมเพิ่ม บ้านนี้ไม่มีการเอาเงินไปซื้อรถสปอร์ต ก็ใช้เบนซ์กับปกติ ไม่มีการไปใช้ชีวิตกลางคืนเพราะทุกคนทำงานหนักเท่าเทียมกัน

“ถ้ามองในแง่ที่ว่าเป็นลูกเขยคุณเจริญแล้วดีก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคนอื่นมองแล้วเป็นอย่างนั้นจริงไหม ทำงานหนักกว่าพนักงานด้วย(ยิ้ม) แต่ในอีกแง่หนึ่งคือคุณเจริญสร้างชื่อเสียงไว้ดีเมื่อไปติดต่อธุรกิจก็กว้างขวางและทุกคนยอมรับ เมื่อเราบอกว่าเป็นตัวแทนทีซีซีฯ อยากจะคุยเรื่องธุรกิจเขาก็เปิดโต๊ะคุยเลยเพราะเขาเห็นว่ากลุ่มเราน่าเชื่อถือ ไม่คดโกง และมีชื่อเสียง ฉะนั้นจึงถือเป็นข้อกำหนดที่ต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้ตลอดรอดฝั่ง และคงความแน่นอนไปเรื่อยๆ ต่อไปลูกเราก็จะดีหากรุ่นพ่อทำไว้ดีแล้วรุ่นลูกต่อไปก็จะง่ายขึ้น”

สิ่งสำคัญนอกจากมองไปข้างหน้าคือต้องประเมินศักยภาพตนเองโดยเฉพาะช่วงเศรษฐกิจขาลงเช่นนี้

“ในช่วงวิกฤตเช่นนี้อย่าไปหลอกตัวเอง บางดีเวลอปเปอร์ยังเปิดตัวโครงการต่างๆ ผมไม่อยากกระตุ้นให้พนักงานคิดอย่างนั้นเพราะวิกฤตคือวิกฤตคุณยอมรับมัน ทำสิ่งที่มีอยู่ให้ดีที่สุดพยายามให้เงินเข้าบริษัทแล้วบริษัทอยู่ได้ เราก็มีเงินเดือนจ่ายคุณ เรากระตุ้นให้เขาทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อดออมสักนิด งบต่างๆ อาจจะน้อยลง จากที่เคยมีงานกิจกรรมเหลานี้งดก่อนเมื่อกลับมาดีก็ค่อยกลับมาจัดกิจกรรมกันใหม่ได้”

“ทุกอย่างมีปัญหาฉะนั้นอย่าไปกลัวปัญหาและบอกพนักงานว่าต้องยอมรับในการแก้ปัญหาบางอย่างฉะนั้นจึงขอให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงง่ายและแก้ปัญหาโดยไม่ซีเรียสกับมัน ทุกอย่างมีทางออกหมดแหละ อยู่ในธุรกิจนี้มันเป็นวัฏจักรเดี๋ยวก็ดี ผมบอกว่าปลายปีนี้กับปีหน้าเดี๋ยวเห็นเศรษฐกิจฟื้นตัวกลับมาแน่ไม่ต้องกังวล หลักพระพุทธศาสนาง่ายๆ คือไม่มีอะไรเลวที่สุดหรือดีที่สุดเราอยู่ตรงกลาง ถ้าเลวแล้วเดี๋ยวก็ดี”

“ปัจจัยภายนอกคือเศรษฐกิจโดยรวมผมคิดว่าปีหน้าหรือปลายปีนี้เริ่มเคลียร์และมีทิศทางจะกลับขึ้นมา และปัจจัยเรื่องการเมืองสำคัญ ถ้ายังไม่ลงรอยและเกิดมีข่าวไม่ดีออกไปสู่ต่างประเทศเยอะผมว่านักลงทุนต่างชาติคงไม่เข้ามา และคอนโดของเรา 30-40% เป็นต่างชาติมาซื้อผมก็กังวลเรื่องปัจจัยภายนอกอยู่มาก

“ส่วนปัจจัยภายในผมคิดว่าจัดบุคคล จัดบุคลาการ จัดแผนกต่างๆ ให้ทำงานร่วมกันให้ได้ สไตล์ผมคือให้พวกเขาตัดสินใจกันเองให้ได้มากที่สุด ถ้ามันหลุดไปเราก็จะแนะนำ แต่ถึงอย่างไรสิ่งที่เขาเสนอมานั้นเราควรจะให้โอกาสและแนะนำเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น พยายามให้เขาตัดสินใจด้วยตัวเองและทำงานร่วมกันเองและออกมาเป็นผลงานได้ เพื่อเป็นองค์กรที่ไม่ต้องขึ้นอยู่กับคนๆ เดียว ทั้งลูกน้องก็ต้องมีตัวแทนลำดับที่สองฟังไว้ด้วยเลย เมื่อหัวหน้าไม่อยู่คุณก็สามารถดำเนินงานของแผนกให้กับองค์กรต่อไปได้ เราไม่อยากให้เป็นองค์กรที่ต้องขึ้นตรงต่อคนๆ เดียว ผิดกับไอเดียเก่าอย่างธุรกิจของทีซีซีแลนด์ที่ทุกคนต้องวิ่งไปหาเจ้าของให้ตัดสินใจซึ่งเป็นภาระหนัก ผมอยากให้ทีซีซี แคปปิตอลแลนด์ที่เราสร้างมามีบุคคลรุ่นใหม่เป็นส่วนใหญ่สามารถดำเนินงานได้ด้วยตัวเองโดยพนักงานแต่ละแผนกลงความคิดเห็นบนโต๊ะประชุมแล้วนำมาคละกันออกมาเป็นไอเดียของเขาทั้งหมด ต่อไปเราจะไม่หนักมากหากเราไม่อยู่หรือไปดูแลธุรกิจอื่นได้ธุรกิจนี้ก็จะดำเนินต่อไปด้วยตัวเอง”

“ธุรกิจนี้คู่แข่งเยอะ ถ้ามีอะไรมากระทบนิดหน่อยเขาจะหยุดซื้อบ้านก่อน บ้านคือการตัดสินใจครั้งแรกและอาจจะเป็นครั้งเดียวในชีวิตฉะนั้นเขารออีกสักปีสองปีก็ไม่เป็นไร ไม่เหมือนซื้อรถอาจจะ 3 ปีเปลี่ยนครั้งหนึ่ง หรือซื้อตู้เย็นไม่เป็นไรเดี๋ยวเปลี่ยนแล้ว เหล่านี้มันซื้อได้เลยแต่บ้านนั้นตัดสินใจแล้วตัดสินใจอีกโดยเฉพาะทำบ้านแพงบางทีก็ให้เติมโรงรถ เติมนู่นนี่ ฯลฯ เป็นการตัดสินใจระยะยาวมากๆ หากมีผลกระทบอย่างเช่นหุ้นตกก็ไม่ซื้อแล้ว เดี๋ยวรอขายหุ้นได้ก่อนแล้วค่อยมาซื้อ มันอ่อนไหวมากและคู่แข่งที่โปรโมชั่นดีๆ มีเยอะ เขาทำธุรกิจขายคอนโดฯ ขายบ้านเหมือนเราก็มีตั้งเยอะแยะ มันเป็นธุรกิจที่แข่งขันสูงมาก ลำบากในการดูแลลูกค้าให้ดีที่สุดเพราะว่าเราจะสร้างชื่อเสียง ฐานะการเงินต้องมั่นคง และต้องมอง Cash Flow ตัวเองให้ดี”

จากคติพจน์ Believe in Building the Best เป้าหมายของทีซีซี แคปิติลแลนด์นั้นนอกจากสร้างอาคารแล้วที่สำคัญคือมุ่งสร้างคนเพราะเชื่อว่าหากมีบริษัทแต่ไม่มีคนดีก็ทำงานดีไม่ได้

“ความจำเป็นเร่งด่วนคือทำอย่างไรให้เรารักษา Cash Flow ให้ไม่ต้องไปพึ่งธนาคาร ทำอย่างไรให้อยู่ในสถานะการเงินมั่นคงได้ ช่วงนี้การโอนจะขึ้นๆ ลงๆ บางเดือนโอนได้เยอะบางเดือนโอนไม่ค่อยได้ เมื่อเงินไม่เข้าเราจะบาลานซ์พอร์ทอย่างไร และผมคิดว่าเรื่องบุคคล เรื่องการกระตุ้นหรือให้กำลังใจคนในช่วงวิกฤตได้อย่างไร เช่น ช่วงวิกฤตโครงการที่เราจะเปิดตัวน้อยลง แต่โครงการที่เหลืออยู่ยังไม่ขายยังขายไม่หมดหรือยังไม่โอนเราจะกระตุ้นให้เขามีกำลังใจ ช่วงเศรษฐกิจดีเขาเปิดตัวมันก็ดูดีพนักงานดีใจเปิดตัวแล้วขายไปได้สัก 40% ก็มีกำลังใจกระตุ้นกันใจพองโตแต่ช่วงเศรษฐกิจแบบนี้เขาก็เหี่ยวเฉาลงไป เราจะกระตุ้นให้เขาทำงานอย่างไร

“และเรื่องการประสานกันระหว่างพนักงานด้วยกัน บริษัทที่เราทำกันนี้ใช้ระบบต่างชาติคือใครอยากออกความเห็นเสนอได้เลยไม่ต้องกลัวขัดแย้งกันทุกคนเสนอความคิดมาแล้วบางทีชนกันสไตล์ไทยมันคนละรูปแบบเมื่อมีบุคคลที่เสนอความคิดออกมาถ้าไม่ชอบใจก็พูกันต่อหน้าในห้องแต่บางคนก็รับไม่ได้ เราจะทำอย่างให้ผสมผสานระหว่างต่างชาติกับไทยได้อย่างไร”

“สิ่งที่ทำให้ผู้ใหญ่ไว้วางใจเพราะไม่เคยมีใครรู้เรื่องนี้มาก่อน เป็นธุรกิจใหม่ จากที่มีทีมงานเก่าที่ดูแลพันธุ์ทิพย์กับโรงแรมเมื่อมีแค่นี้ไม่ได้โฟกัสว่าจะมอนิเตอร์ผลตอบแทนเท่าไหร่ ฉะนั้นท่านให้มาเปิดรูปแบบใหม่เลยก็แล้วกันเมื่อเราจบด้านการเงินและมีเบื้อหลังทางสถาปนิกผมกับภรรยาจึงเริ่มสตาร์ทเหมือนกระดานเปล่าจะเอาอะไรก็ได้ สนุกไปอีกแบบไม่เหมือนกับงานไฟแนนซ์เพราะนี่คือการมองผลประโยชน์ที่จับต้องได้จริงๆ”

แต่เมื่อพ้นจากเวลาทำงานเรามักไม่ค่อยเห็นภาพของเขาตามงานสังคมเพราะเป้าหมายสำคัญ ณ ตอนนี้ยกให้กับลูกๆ น้องตั้น-ปรัณ วัย 6 ขวบครึ่ง, น้องแตม-ชญา 5 ขวบ, น้องเตย-พริม 3 ขวบครึ่ง และน้องตรง-วรัท 1 ขวบ แม้จะยกหน้าที่ให้ศรีภรรยา วัลลภา ไตรโสรัส วางมือจากธุรกิจไปดูแลลูกเต็มเวลา แต่เพื่อไม่ให้ถูกนินทาว่าเป็นแต่เพียงนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์คุณพ่อลูก 4 ยังขอรับหน้าที่พาลูกๆ เข้านอน และใช้เวลาว่างในวันหยุดเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวอย่างใกล้ชิดที่สุด นี่สิถึงเรียกว่า ‘นักพัฒนา’ ตัวจริง

“กิจกรรมที่ไม่พลาดเมื่อมีเวลาว่างผมชอบอ่านหนังสือธรรมะ แต่ล่าสุดที่อ่านคือ 1000 Pearls of Wisdom อ่านในห้องน้ำใกล้จบแล้ว มันอ่านง่าย เป็นปรัชญาทั้งพุทธ คริสต์ นักปรัชญาโบราณ เขาดึงใจความสำคัญออกมาแบบนี้ดี อ่านง่าย ไม่ได้เป็นเรื่องราวนัก แต่คำบางคำก็สอนใจเราอย่างมาก”

“ยามว่างถ้าเป็นด้านกีฬาผมเน้นตีกอล์ฟ ไปกับภรรยา ลูกๆ ปิดเทอมก็พาไปเรียนที่สปอร์ตคลับ คนที่จับไม้กอล์ฟได้ก็คือ 6 ขวบครึ่ง กับ 5 ขวบ ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวที่มักจะไปกันทั้งครอบครัวถ้าไม่ริมทะเลหัวหินก็เขาใหญ่ เพราะว่ามีเด็กก็ต้องมีสองที่นี้ที่ไม่ต้องนั่งเครื่องบิน ซึ่งความจริงภูเก็ตก็ใกล้นะนั่งเครื่องบิน 1 ชั่วโมงก็โอเค แต่สองที่แรกนั่นง่าย และโปรโมทให้เขาหน่อย เด็กไปเขาใหญ่ก็ต้องไปฟาร์มโชคชัย มีนั่งรถดูวัว ม้า อ้อมไปดูการแสดงสัตว์ เลี้ยงอาหารสัตว์ แค่นี้เด็กก็แฮปปี้แล้วเจอเส้นทางท่องเที่ยวนี้เข้าไป”

หรือถ้าหากอยู่ที่บ้านก็เปิดหนังสือทำอาหาร เมนูประจำที่ทำให้ลูกลิ้มรสก็มีบ้างแม้จะชอบทำอาหารมากแต่ก็ไม่มีพื้นที่พอเพราะทั้งลูก 4 คน แม่บ้านอีก 3-4 คน แถมด้วยพี่เลี้ยงเด็ก เขาจึงไม่ค่อยกล้าเข้าไปในครัว เมนูสะดวกที่ซีอีโอหนุ่มรายนี้ลงมือคือสปาเก็ตตี้ ลวกเส้น สับมะเขือเทศ พริกไทย เกลือ จบด้วยอาหารทะเล

“ด้านอาหารจานโปรดเมื่อกลับถึงบ้านด้วยความที่ผมชอบอาหารไทย ส้มตำผมจะชอบมาก ร้านประจำก็คือหลังบ้าน (สุรวงศ์) ร้านจิ้มแจ่วเฮ้าส์สั่งขึ้นมากินประจำ เจ้าของเดียวกับสีลมวิลเลจนั่นเอง เมนูที่สั่งขึ้นมาก็คือลาบปลาดุก ส้มตำ และข้าวเหนียว เพราะผมไม่ทานหมูไม่ทานไก่แล้วทานแค่ปลากับอาหารทะเลนิดหน่อย

“สำหรับเนื้อวัวผมไม่ทานมาตั้งแต่เด็กแล้ว ต่อมาก็เป็นหมู ไก่ ใจจริงก็อยากกินเจอยู่แล้วเพราะสงสารไม่อยากกินสัตว์ใหญ่ ประกอบกับทำให้สุขภาพไม่ค่อยดีด้วยคอเรสเตอรอล และเก๊าท์ ฯ ผมจึงหยุดกินทั้งหมดไม่ว่าสัตว์ปีก สัตว์บก เหลือแค่ปลากับอาหารทะเลนิดหน่อย เมื่อต้องไปงานเลี้ยงผมก็เลือกเฉพาะที่เป็นผัก แต่ยังทานได้เยอะนะหากเลี้ยงอาหารญี่ปุ่นผมทานได้หมดเพราะส่วนใหญ่เป็นปลาดิบ หรืออาหารจีนที่ดีๆ เขาจะปรุงด้วยปลา กุ้ง ปู เหล่านี้ อย่างหูฉลามเป็นปลาก็ยังพอไหว เห็นผลกับตัวเองคือสุขภาพดีด้วย ส่วนเครื่องดื่มปรกติผมไม่ค่อยดื่มนะ มีตอนนี้มาดื่มสาเก very dry คนญี่ปุ่นเขาบอกว่ายิ่ง dry เท่าไหร่ก็ยิ่งเมาแต่สำหรับผมไม่เมา เพราะเมื่อสั่งหวานผมกลับรู้สึกไม่ค่อยดี ผมไม่ได้กินประจำนะครับ แต่ถ้าไปทานอาหารญี่ปุ่นจึงจะสั่งมาดื่ม”

“ถ้าเป็นงานเลี้ยงหรือได้ร้องคาราโอเกะเพลงเอกของผมก็คือเพลง The Way You Look Tonight จากภาพยนตร์เรื่อง My Best Friend Wedding ผมดูแล้วดูอีกน่าจะสัก 20 กว่ารอบแล้ว”

สำหรับผู้บริหารบุคลิกและภาพลักษณ์เป็นเรื่องสำคัญนอกจากฝีไม้ลายมือการบริหารงาน ดังนั้นการใส่ใจในเรื่องเครื่องแต่งกายย่อมมีส่วนเสริมราศีให้ดูดียิ่งขึ้น แม้ว่าจะไม่ได้พิถีพิถันถึงขั้นหนุ่มเมโทรฯ แต่เขาก็มีร้านประจำและแบรนด์ที่ชอบ ไม่จำเป็นต้องลงทุนจ่ายแพงแค่เพียงใส่แล้วดูดี สบายตัว ถูกใจผู้ซื้อก็เพียงพอแล้ว

“เสื้อเชิ้ตผมตัดที่ฮ่องกง ร้านแซมมี่ เทลเลอร์ แถวจิมซาจุ่ย ตัวละแค่ 270 เหรียญฮ่องกง ประมาณ 1 พันบาท ออกมาดี การตัดเย็บพอดีตัวเรา เขาใช้ช่างจีนจากเซี่ยงไฮ้ การเข้ามุม ปก ดีมาก เทียบกับแบรนด์ที่ไปซื้อตัวละตั้งหลายพันก็สู้ไม่ได้เราก็เลยตัดกับร้านนี้ตลอดถูกด้วยดีด้วย ผมตัดกับร้านนี้ตั้งแต่สมัยทำงานอยู่ฮ่องกง ส่วนสูทก็ซื้อเอาซื้อของแบบไม่มีแบรนด์ผมไม่ได้บ้าแบรนด์เน้นว่าอะไรก็ได้ ผมลองไปเรื่อย ร้านที่พันธุ์ทิพย์ผมยังตัดเลย อาจจะดูซอมซ่อแต่พอดีว่าเป็นผู้เช่าเรา ผมลองตัดกับเขาดูก็ไม่กี่พันถูกๆ เน้นประโยชน์ใช้สอย เราบอกเขาได้เองว่าข้างในสีชมพูนะ เน้นอยากได้คนที่เราคุยแล้วสนิทด้วยและเขายอมทำตามเราเพราะบางทีผมก็บ้าเอาข้างในสีชมพู สีเขียว แล้วแต่ เพราะข้างนอกจะเป็นสีสันมากก็ไม่ได้แต่ข้างในก็ขอแปลกๆ หน่อย”

“ด้านของสะสมผมมีรถเบนซ์คลาสสิคที่เก็บไว้ใต้ตึกนี้ (เอมไพร์ ทาวเวอร์) ชั้นใต้ดินมีอยู่สัก 4-5 คัน คลุมผ้าเอาไว้ไม่ค่อยได้ออกไปไหน ซึ่งผมเองก็ไม่ค่อยได้แวะดูแลสักเท่าไหร่นัก เวลาผมมาทำงานคนรถของผมก็จะสตาร์ท ดูแลเครื่องยนต์ เดี๋ยวนี้ไม่ได้ไปตีกอล์ฟตอนเช้าก็ยิ่งไม่รู้เลยว่าจะใช้ตอนไหนเลยเพราะไม่มีเวลาได้ใช้ และที่เอาไว้ที่นี่เพราะว่าที่บ้านมี 5 ครอบครัว แต่ละครอบครัวก็มีรถตู้ รถเบนซ์ของเขา หรือบางคนก็เป็นบีเอ็มฯ ขอบอกว่าอย่าได้ถอยรถเข้าไปข้างในเชียวนะไม่อย่างนั้นถอยออกไม่ได้เชียวล่ะ”

เขาปิดท้ายว่าสำหรับเขาในวัย 38 ทุกอย่างพอใจลงตัวเมื่อได้ยินว่าเลยไปจนอายุ 39 จะดีจึงคิดว่าอยากลองทำธุรกิจของตนเองบ้าง แต่ไม่ขัดแย้งหรือแข่งกับธุรกิจที่ทำอยู่ เบื้องต้นอยากทำเหมืองเพราะมีดวงที่ทำเกี่ยวกับที่ดินจะดีหรืออะไรที่อยู่ในดินก็จะดี แต่ก็ยังไม่รู้อนาคตไปๆ มาๆ อาจลงตัวที่ร้านอาหารก็เป็นได้

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published.

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>